"แบงก์พาณิชย์" เผยลูกค้าแห่เปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ เก็บเงินปอนด์เข้าพอร์ต หลังอ่อนค่าต่อเนื่อง หวังขายทำกำไร รับยอด "เฮดจิ้ง"เพิ่ม
นายวศิน ไสยวรรณ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดผลิตภัณฑ์ลูกค้าธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า หลังทราบผลประชามติของสหราชอาณาจักร (ยูเค) ที่โหวตให้ออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือ เบร็กซิท พบว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก เมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่อื่นๆ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย ที่จะเห็นความผันผวนของค่าเงินรูเปียมากกว่า ขณะนี้เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในระดับที่ทางการดูแลได้อยู่และเริ่มได้กลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าความต้องการเงินปอนด์ยังมีอยู่ หลังจากที่ค่าเงินอ่อนลง หรือคิดเป็นประมาณ 10% กว่าของพอร์ต โดยที่ผ่านมาธนาคารมีให้บริการบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ หรือ FCD (foreign currency deposit account) โดยในขณะนี้เริ่มเห็นมีความต้องการเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าได้ทยอยซื้อเงินมาเก็บไว้ในบัญชี FCD ก่อนเพราะอาจจะมีภาระในอนาคตที่ต้องใช้จ่าย
“ข้อมูลอาจยังไม่เห็นชัดเจน เพิ่งเริ่มคึกคักมาตั้งแต่เมื่อวันศุกร์หลังจากที่อังกฤษมีประชามติออกจากอียู เพราะหลายๆ คนที่จะเข้ามาในเงินที่เป็นตัวพันธบัตร เป็นบอนด์ ปริมาณตรงนั้นอาจจะไม่เพียงพอทำให้คนมาเปิด FCD โดยเป็นทั้งเงินดอลลาร์ และเงินปอนด์ แต่เงินปอนด์มีเยอะพอควร ซึ่งธนาคารมีนโยบายดูแลลูกค้าผ่านการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงต่างๆ อย่างใกล้ชิด”
สำหรับเรื่องการซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (hedging) ของลูกค้าจะต้องแยกก่อนว่าเป็นลูกค้าขาไหนเป็นผู้นำเข้าหรือส่งออก เพราะถ้าเป็นลูกค้าผู้ส่งออกช่วงก่อนหน้านี้อาจจะทำการป้องกันความเสี่ยงไว้ 50 : 50 เพราะทุกคนก็มีมุมมองว่าธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดอาจจะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ยแนวโน้มที่ดอลลาร์จะแข็งค่ามีมาก และมีแนวโน้มว่าบาทจะอ่อนค่าลง แต่หลังจาก เบร็กซิท คนเริ่มป้องกันความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากความผันผวนมีปริมาณที่เยอะขึ้น
“ตอนนี้ลูกค้าเริ่มเฮดจ์มากขึ้นจากก่อนหน้านี้จะเห็นว่าลูกค้าฝั่งผู้นำเข้าที่มีความต้องการซื้อเงินยูโรกับเงินปอนด์เขารอข่าวนี้มาตลอดเลยว่าอังกฤษจะเอายังไง เพราะถ้าไม่ออกค่าเงินก็อาจจะแข็งค่ากลับไป แต่อังกฤษออกมาค่าเงินก็เริ่มอ่อนลงมา ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารมีผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อช่วยสนับสนุนด้านการดูแลความเสี่ยงให้กับลูกค้ารายใหญ่ทั้งฟอร์เวิร์ดหรือออพชั่น แต่หากเป็นลูกค้าเอสเอ็มอีอาจจะมีการทำฟอร์เวิร์ดอยู่แล้ว”
แหล่งข่าวธนาคารพาณิชย์ เปิดเผยว่าค่าเงินปอนด์เริ่มอ่อนค่าลงไปลึก ซึ่งช่วงนี้เริ่มนิ่งแล้วคาดว่า ค่าเงินปอนด์น่าจะอ่อนค่าผ่านจุดต่ำสุดแล้ว และหากไม่มีสถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ค่าเงินปอนด์กำลังค่อยๆ ไหลกลับขึ้นมารอบใหม่สามารถเข้าไปซื้อมาฝากไว้ในบัญชี FCD เพื่อรอขายทำกำไรได้
นับตั้งแต่ค่าเงินปอนด์อ่อนค่าจากผล เบร็กซิทจนถึงระดับที่ค่าเงินปอนด์เทียบบาท ลงไปลึกต่ำกว่า 47 ปอนด์ต่อบาท ถือว่าเป็นจุดที่อ่อนค่าต่ำสุดในรอบ 3 ปี แล้วเริ่มมีสัญญาณเด้งกลับขึ้นมาเล็กน้อย ตอนนี้ในตลาดถือว่าเป็นเรตที่น่าสนใจจะเข้าซื้อเพื่อรอทำกำไรรอบใหม่”
ณ 30 มิ.ย. บาท ปิดตลาดที่ระดับ 35.12 บาทต่อดอลลาร์ ปรับแข็งใกล้เคียงจากช่วงเปิดตลาดที่ระดับ 35.10 บาทต่อดอลลาร์ และแข็งค่ามากกว่าปิดตลาดเมื่อวันก่อนที่ 35.20 บาทต่อดอลลาร์ ระหว่างวันอ่อนค่าสูงสุดที่ 35.20 บาทต่อดอลลาร์และแข็งค่าสูงสุดที่ 35.10 บาทต่อดอลลาร์
ค่าเงินบาทอยู่ในกรอบแคบๆ 35.10-35.20 บาทต่อดอลลาร์ นักลงทุนต่างชาติซื้อพันธบัตรสุทธิ 8,670 ล้านบาทและซื้อหุ้นสุทธิ 6,870 ล้านบาท ซึ่งสถานการณ์ดูไม่เลวร้ายและเริ่มนิ่งทำให้มีกระแสเงินทุนไหลเข้าในไทย
สำหรับสัปดาห์หน้า มองกรอบค่าเงินบาทที่ 35.00-35.30 บาทต่อดอลลาร์ มีปัจจัยสำคัญในวันศุกร์ที่ต้องติดตามการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ ซึ่งจะมีผลต่อท่าทีของเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้อีกหรือไม่ และยังต้องติดตามผลกระทบหลัง เบร็กซิทดูว่ากระบวนการต่อไปเป็นอย่างไร จะช้าหรือเร็ว หรือจะมีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ซึ่งจะมีผลต่อตลาดเงินและตลาดทุนไทยเช่นเดิม









