วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ฟินเทค'ปรับเกมส์ ผนึกแบงก์รับการเติบโต

'ฟินเทค'ปรับเกมส์ ผนึกแบงก์รับการเติบโต

ด้วยความคล่องของฟินเทคที่จะสร้างนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วและตรงใจลูกค้าตัวเป็นจุดแข็งที่ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถเลียนแบบได้เลย สร้างความหวาดกลัวให้กับธุรกิจการเงินว่าฟินเทคที่จะเข้าคุกคามระบบการเงินและแย่งธุรกิจไปในที่สุด

แต่จากงานวิจัยของเอคเซนเชอร์ เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 กิจการร่วมทุนด้านเทคโนโลยีการเงิน หรือ ฟินเทคทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 5,300 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 67% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มว่าในปีที่ผ่านมาฟินเทคเริ่มมองแบงก์เป็นพาร์เนอร์มากขึ้น เห็นได้จากสัดส่วนฟินเทคที่เข้ามาเพื่อแข่งขันกับแบงก์อยู่ที่ 56% ลดลงจากปี 2557 ที่มี 71% ส่วนฟินเทคที่ต้องการร่วมมือกับธนาคารมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 44% จากปีก่อนที่มี 29%

“ในอเมริกาเหนือภาพเริ่มชัดเจนว่าฟินเทคกำลังมองหาโอกาสการทำงานร่วมกับธนาคาร ส่วนหนึ่งเพราะกฎระเบียบที่เข้มข้น ทำให้ฟินเทคซึ่งเป็นผู้เล่นหน้าใหม่จะแข่งขันได้ยาก ขณะที่แบงก์มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว การทำงานร่วมกันน่าจะเป็นโอกาสที่ดีกว่าการเริ่มจากศูนย์ และในเวลานี้เริ่มเห็นแนวโน้มเช่นนี้ในเอเชียแปซิฟิกเช่นกันทำให้แบงก์เริ่มมีความสนใจที่จะลงทุนในฟินเทคมากขึ้น จากในอดีตที่มองว่าฟินเทคจะมาแย่งธุรกิจไป” นนทวัฒน์ พุ่มชูศรี กรรมการผู้จัดการประจำเอคเซนเชอร์ ประเทศไทย กล่าว

แนวโน้มดังกล่าว จึงจะเห็นได้ว่าในช่วงที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไทยก็มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อลงทุน และมองหาโอกาสในความร่วมมือกับฟินเทค แต่ทั้งนี้ในส่วนของธนาคารขนาดกลางนั้นเขายังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนมากนัก

เขายังชี้ให้เห็นว่าโอกาสการลงทุนในฟินเทคของธนาคารพาณิชย์ยังมีอีกมาก เห็นได้จากงบประมาณด้านการลงทุนไอทีของธนาคารพาณิชย์ทั่วโลกในปี 2558 กว่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นการลงทุนในฟินเทคสัดส่วนเพียง 10% หรือ 5 พันล้านดอลลาร์เท่านั้น ซึ่งอุปสรรคส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจแบงก์ที่มีความระมัดระวังเรื่องความเสี่ยงในการลงทุน จึงใช้ความรอบคอบค่อนข้างมากหากยังไม่เห็นความชัดเจนในธุรกิจ

เขายอมรับว่าธนาคารพาณิชย์ไทยเริ่มมีความตื่นตัวกับกระแสฟินเทคมากขึ้น โดยขณะนี้การลงทุนฟินเทคของธนาคารพาณิชย์จะยังเป็นการลงทุนในต่างประเทศเป็นหลัก และเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์

งานวิจัยของเอคเซนเชอร์ยังแสดงให้เห็นว่า การลงทุนด้านฟินเทคทั่วโลกในปี 2558 เพิ่มขึ้น 75% จาก 9,600 ล้านดอลลาร์ เป็น 22,300 ล้านดอลลาร์ จากการขยายตัวของฟินเทคในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยเม็ดเงินลงทุนใหม่ประมาณ 4,500 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 44% ขณะที่ฟินเทคในจีนขยายตัวสูงมากที่อัตรา 445% มีมูลค่าเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ตลาดอินเดีย เยอรมนี และไอร์แลนด์ ก็เติบโตดีเช่นกัน ปัจจุบันมีมูลค่ารวม 1,650 ล้านดอลลาร์ 770 ล้านดอลลาร์และ 631 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ

กรรมการผู้จัดการประจำเอคเซนเชอร์ ระบุว่า ปีที่ผ่านมาภูมิภาคในเอเชียแปซิฟิกมีเม็ดเงินลงทุน 4,300 ล้านดอลลาร์ คิดเป็น 19% ของเงินลงทุนในฟินเทคทั่วโลก และขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากอเมริกาเหนือ นำโดยประเทศจีนและอินเดียที่คิดเป็น 83% ของเงินลงทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนเงินทุนที่จะลงไปในกิจการร่วมทุนด้านฟินเทคในอเมริกาเหนือนั้น เพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 60% แต่ในยุโรป สถานการณ์กลับตรงกันข้าม เนื่องจากเงินทุนส่วนใหญ่ไปอยู่ที่กิจการนวัตกรรมที่จะพลิกอุตสาหกรรมแบบเดี่ยว ๆ โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 62% ของการลงทุนด้านฟินเทคทั้งหมดในปี 2553 เป็น 86% ในปี 2558

สัดส่วนของกิจการร่วมทุนฟินเทคในยุโรปและเอเชีย ที่เข้ามาแข่งขันกันในตลาดนั้น มีจำนวนสูงกว่าในอเมริกาเหนือมาก สะท้อนให้เห็นว่าตลาดฟินเทคเริ่มเข้าสู่ช่วงอิ่มตัว โดยเฉพาะในพื้นที่นอกลอนดอน

“ในปีที่ผ่านมาจำนวนดีลการลงทุนในฟินเทคของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้นเป็น 19 ดีล เทียบปีก่อนที่มีเพียง 6 ดีลเท่านั้น สะท้อนว่าดีลใหญ่ ๆ กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้มากขึ้น ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีการเติบโตที่ลดลง”

สำหรับภูมิภาคอาเซียนนั้น นนทวัฒน์มองว่า อาเซียนถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มากของโลก บริษัทเชื่อว่าในปี 2559 นี้จะได้เห็นบทบาทการลงทุนในภูมิภาคนี้เพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตามในเวลานี้ฟินเทคส่วนใหญ่ยังเน้นไปที่การชำระเงินและสินเชื่อ แต่จะเห็นแนวโน้มของฟินเทคที่เน้นบลอคเชน และความปลอดภัยทางไซเบอร์มากขึ้น รวมถึงฟินเทคด้านประกันที่ในขณะนี้แม้จะยังเล็กหรือเป็นตัวเลขหลักเดียว แต่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น

ในปีที่ผ่านมาดีลการลงทุนในฟินเทคของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วนธุรกรรมด้านการชำระเงินกว่า 40% สินเชื่อ 24% การบริหารความมั่งคั่ง 16% ความเสี่ยงและความปลอดภัย 2% ประกันภัย 2% อื่นๆ 16%

“ธุรกิจประกันแอคทีฟมากขึ้นแต่ไม่ใช่การร่วมทุนแต่จะเน้นเป็นพาร์ทเนอร์รูปแบบอื่น เช่นการนำเทคโนโลยีมาใช้งาน”

โลกที่หมุนอย่างรวดเร็ว นนทวัฒน์ ย้ำว่าภาคกำกับต้องทำความเข้าใจและปรับตัวให้ทันและสนับสนุนฟินเทค โดยไม่จำเป็นต้องผ่อนคลายกฎระเบียบเพื่อเอื้อต่อฟินเทคและรักษาบทบาทการคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทยมีความตื่นตัวและเข้าใจบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไป