"แบงก์ชาติ" ออกเกณฑ์การจัดชั้น-การกันเงินสำรอง รองรับ พ.ร.บ.ธุรกิจหลักประกัน เริ่ม 2 ก.ค.นี้ เชื่อกฎหมายฉบับนี้ "วิน-วิน" ทั้งลูกหนี้-แบงก์
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกประกาศ ธปท. ที่. สนส. 5/2559 เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรอง เพื่อรองรับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันทางธุรกิจ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. 2559 เป็นต้นไป
นางสาวยุพิน เรืองฤทธิ์ ผู้อำนวยการ สำนักนโยบายธุรกิจและบัญชีการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ได้ออกประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์การจัดชั้นและการกันเงินสำรอง เพื่อรองรับพ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 โดยสาระสำคัญของหลักเกณฑ์ธปท. ได้เพิ่มประเภทหลักประกันที่สถาบันการเงินจะสามารถนำมูลค่าของทรัพย์สินมาหักจากยอดหนี้ก่อนการกันสำรองได้
สำหรับประเภทหลักประกันที่เพิ่ม คือ กิจการ สิทธิเรียกร้องที่ไม่ใช่ตราสาร เช่น สิทธิเรียกร้องในลูกหนี้ สิทธิเรียกร้องในการปฏิบัติตามและรับเงินจากสัญญาสัมปทาน เป็นต้น ส่วนหลักประกันประเภทอื่นที่ระบุอยู่ในพ.ร.บ.นั้น เกณฑ์ของ ธปท. เดิมได้อนุญาตให้นำมาหักลดมูลหนี้ก่อนการกันเงินสำรองได้อยู่แล้ว
นอกจากนี้ ได้มีการปรับปรุงแนวนโยบายในการประเมินราคาของสถาบันการเงินเพื่อให้มีความชัดเจนในเรื่องวิธีการประเมินราคาหลักประกันประเภทที่เพิ่มเติมในครั้งนี้ โดยเฉพาะหลักประกันประเภทกิจการ รวมถึงการขยายประเภทผู้ประเมินราคาให้สอดคล้องกับความต้องการที่มีเพิ่มขึ้นด้วย
สำหรับในเรื่องการหักวงเงินก่อนการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ กรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้นั้น แบ่งตามประเภทของสินทรัพย์ โดยในส่วนของเงินสด อนุญาตให้สถาบันการเงินนำมาหักได้ 100% ถ้าเป็นหุ้นทุนหักได้ประมาณ 90-95% ของราคาตลาด หากเป็นสินค้าคงคลังหักได้ 60% และถ้าเป็นทรัพย์สินทางปัญหาสามารถนำมาหักได้ 90%
ส่วนกรณีที่เป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่มีตราสาร เช่น พวกสิทธิเรียกร้องในลูกหนี้ต่างๆ ซึ่งอาจจะมีเรื่องการผิดนัดชำระหนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง กรณีนี้เราจึงให้คิดได้ประมาณ 40% หรือกรณีที่เป็นกิจการต่างๆ ก็เฉลี่ยให้อยู่ที่ประมาณ 60%
นางยุพิน กล่าวว่า ก่อนการออกประกาศฉบับนี้ ธปท. ได้ติดตามการเตรียมความพร้อมของสถาบันการเงินเพื่อรองรับการรับหลักประกัน ตามพ.ร.บ. ดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่า สถาบันการเงินได้จัดเตรียมระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่องรองรับการจดทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ ตลอดจนได้หารือร่วมกับสมาคมนักประเมินราคาอิสระไทย และสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เพื่อจัดทำกรอบการประเมินมูลค่ากิจการและทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อรองรับการประเมินราคาทรัพย์สิน ที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันได้เพิ่มขึ้นตามพ.ร.บ.ฉบับนี้
สำหรับสาระสำคัญของพ.ร.บ. คือ 1. อนุญาตให้ผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจสามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าซึ่งแต่เดิมมีข้อจำกัดทางด้านกฎหมายหรือมีความไม่ชัดเจนในการนำมาเป็นหลักประกันสามารถนำมาเป็นหลักประกันภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์ที่เป็นประกันหรือทะเบียน
ส่วนหลักประกันที่อนุญาตภายใต้พ.ร.บ.ฉบับนี้ เช่น กิจการ สิทธิเรียกร้องที่ไม่มีตราสารทรัพย์สินทางปัญญา และสินค้าคงคลัง ซึ่งจะเอื้อให้ผู้ประกอบธุรกิจ เช่น ธุรกิจเอสเอ็มอี ธุรกิจสตาร์อัพ หรือธุรกิจการเกษตร สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือสินเชื่อได้ง่ายยิ่งขึ้น เพราะสามารถนำทรัพย์สินของตัวเองมาเป็นหลักประกันประกอบการขอสินเชื่อได้
2. ปรับกระบวนการยึดทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันให้เร็วขึ้น โดยให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาหลักประกันธุรกิจ ซึ่งผู้ให้กู้จะสามารถยึดทรัพย์สินได้ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางศาล หากไม่มีข้อโต้แย้ง
นางสาวยุพิน กล่าวด้วยว่า กฎหมายฉบับนี้น่าจะส่งผลดีต่อเอสเอ็มอีทั้งที่เป็นรายใหม่และรายเก่า เพราะในกรณีรายเก่าเดิมทีหลักประกันที่นำมาขอสินเชื่อ อาจจะจับต้องได้ไม่มาก ทำให้วงเงินสินเชื่อที่ได้อยู่ในระดับต่ำ แต่ตามกฎหมายใหม่ ซึ่งเขามีรูปแบบของการดำเนินกิจการ ก็สามารถหาคนมาประเมินมูลค่าของกิจการนี้ เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ จึงน่าจะได้รับสินเชื่อที่มากขึ้นได้
ส่วนกรณีเอสเอ็มอีรายใหม่ หรือที่เป็นกลุ่มสตาร์อัพ เมื่อมีสินค้าหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ก็สามารถนำทรัพย์สินเหล่านี้มาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์ได้ ช่วยให้การเข้าถึงสินเชื่อง่ายยิ่งขึ้น
ด้าน นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ข้อดีของกฎหมายหลักประกันธุรกิจ คือ ทั้งผู้ขอกู้และผู้กู้น่าจะได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งถือว่าเป็นอะไรที่ “วิน-วิน” เพราะเมื่อเทียบกฎหมายเก่า เวลาเอาหลักประกันที่เป็นสินค้าคงคลัง การพิจารณาสินเชื่อต้องไปใช้กฎหมายจำนอง จำนำ ซึ่งมีความยุ่งยากตรงที่ ลูกค้าต้องนำหลักประกันมาไว้ที่ธนาคารพาณิชย์ ขณะที่กฎหมายใหม่ไม่ต้อง จึงมีความคล่องตัวกว่ามาก
“สินค้าคงคลังทั้งหลายในสมัยก่อน ดูแลยากมาก หากมีการใช้กฎหมายฉบับนี้ ก็ไม่ต้องนำหลักประกันดังกล่าวมาไว้ที่แบงก์ให้ยุ่งยาก และมีระบบการตรวจที่เรียบร้อย”
นายสมบูรณ์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์จริงๆ ของกฎหมายฉบับนี้เพื่อลดอุปสรรคหรือข้อจำกัดในการวางหลักประกัน ส่วนเรื่องจะทำให้สินเชื่อขยายตัวเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น ถือเป็นผลพลอยได้ที่ตามมา








