"รมว.พาณิชย์" เผย ต่างประเทศสนใจซื้อข้าวไทยเฉียดล้านตัน เชื่อดันราคาในประเทศดีขึ้น ด้าน "นบข." อนุมัติขายข้าวล็อตล่าสุดให้เอกชน 29 ราย
นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.)ได้เห็นชอบให้กระทรวงพาณิชย์ จำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 4/2559 ให้แก่ผู้ชนะการประมูล 29 ราย จำนวน 84 คลัง ปริมาณ 1.11 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าเสนอซื้อ 11,541.03 ล้านบาท โดยเอกชนที่ชนะการประมูลจะต้องมาทำสัญญาซื้อขายข้าวกับองค์การคลังสินค้า และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ภายใน 15 วันทำการต่อไป
หลังจากการจำหน่ายข้าวสารในสต็อกของรัฐเป็นการทั่วไปครั้งนี้แล้ว จะคงเหลือข้าวในสต็อกของรัฐประมาณ 9.5 ล้านตัน โดยข้าวที่คุณภาพผ่านหรือใกล้เคียงมาตรฐานจะทยอยระบายเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งเพื่อทดแทนผลผลิตข้าวนาปรังที่ลดลงจากปัญหาภัยแล้ง ส่วนข้าวคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานและข้าวเสื่อมคุณภาพจะระบายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เหมาะสมต่อไป
ทั้งนี้ นบข. กำหนดนโยบายชัดเจนให้การระบายข้าวต้องคำนึงถึงจังหวะเวลาและโอกาสที่เหมาะสมไม่กระทบต่อราคาข้าวในตลาด ราคาข้าวที่เกษตรกรจะได้รับ และราคาผลผลิตทางการเกษตรที่เกี่ยวข้องกรณีระบายเข้าสู่อุตสาหกรรม เพื่อมิให้การระบายข้าวเก่าของรัฐสร้างปัญหาใหม่กับข้าวในตลาดปกติ
ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศ ได้เปิดให้ผู้สนใจเสนอซื้อข้าวสารในสต็อกของรัฐเป็นการทั่วไป ครั้งที่ 4/2559 เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปริมาณรวม 2.23 ล้านตัน ปรากฏว่ามีผู้สนใจเสนอราคาซื้อข้าวสารในสต็อกของรัฐจำนวน 64 ราย โดยเป็นผู้เสนอราคาซื้อสูงสุด จำนวน 39 ราย ใน 152 คลัง ปริมาณ 1.99 ล้านตัน หรือ 89% ของปริมาณข้าวที่เปิดประมูล มูลค่าเสนอซื้อประมาณ 19,387.01 ล้านบาท โดยชนิดข้าวที่มีผู้เสนอราคาซื้อมากที่สุดเป็น ข้าวขาว 5% ปริมาณ 855,389.52 ตัน คิดเป็น 43% รองลงมา คือปลายข้าวเอวันเลิศ โดยเสนอราคาซื้อข้าวขาวตันละประมาณ 11,000 บาท และปลายข้าวตันละ 7,000-8,000 บาท ซึ่งราคาที่เสนอซื้อส่วนใหญ่สูงกว่าราคาเกณฑ์ขั้นต่ำ (ฟลอแวลู) ที่กำหนด
ตั้งแต่รัฐบาลนี้บริหารประเทศ สามารถระบายข้าวในสต็อกได้แล้ว 9.7 ล้านตัน ยังไม่รวมการเปิดประมูลครั้งล่าสุดวันที่ 15 มิ.ย.นี้ แบ่งเป็นการเปิดประมูลทั่วไป 6.4 ล้านตัน และการขายแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) 3.3 ล้านตันให้แก่จีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ล่าสุดมี 2 ประเทศ คือ ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย แสดงความจำนงว่าจะซื้อข้าวจากไทยในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) คาดว่าจะมีปริมาณรวมกันเกือบ 1 ล้านตัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือถึงความชัดเจน และตนมีแผนจะนำคณะเดินทางเยือนประเทศสิงคโปร์ ช่วง ก.ค.นี้ เพื่อเปิดตลาดข้าวเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับนางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ทีมีแผนจะไปทำตลาดข้าวในทวีปแอฟริกา ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเร่งทำตลาดต่างประเทศให้มีความต้องการเพิ่มมากขึ้นเพื่อส่งผลต่อเนื่องมาสู่ราคาข้าวเปลือกในท้องตลาด
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ราคาข้าวไทยช่วงนี้สูงกว่าคู่แข่งพอสมควร จากผลกระทบของภัยแล้งที่ผลผลิตข้าวลดลงและมีความต้องการใช้ข้าวเปลือก เพื่อไปผลิตข้าวนึ่งเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาข้าวขาว 5 % (เอฟโอบี) อยู่ที่ตันละ 440 ดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ข้าวเวียดนามอยู่ที่ตันละ 375 ดอลลาร์สหรัฐ อินเดียอยู่ที่ตันละ 385ดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุที่ราคาข้าวของเวียดนามลดลงมา เนื่องจากจีนซึ่งเป็นลูกค้าสำคัญของเวียดนาม ได้ชะลอการนำเข้าหลังนำสต็อกข้าวเก่าออกมาใช้ในประเทศมากขึ้น
อย่างไรก็ตามคาดว่าการส่งออกข้าวไทยน่าจะกลับมาดีขึ้นในช่วง ไตรมาส 4 ซึ่งคาดประเทศผู้นำเข้าหลัก เช่นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จะกลับมาซื้อข้าวในช่วงนั้น ซึ่ง จะเป็นช่วงที่ไทยมีผลผลิตข้าวนาปรังรอบ 2 ออกมาในช่วงเดือนก.ย. ซึ่งประเทศเหล่านี้จะมีความต้องการซื้อข้าวในฤดูกาลใหม่
รายงานข่าวจากสมาคมโรงสีข้าว ระบุว่า วานนี้(27มิ.ย.)ราคาข้าวเปลือกเจ้า 100% (ความชื้น 15%) ตันละ 9,400 บาท ขณะที่ราคาข้าวสาร 100% ชั้น 2 ตันละ 14,300-14,500 บาท และปลายข้าวตันละ 11,300-11,500 บาท









