ผลประชามติ "Brexit" ชนะ กดตลาดหุ้นไทยดิ่ง 42 จุดส่งผลให้มาร์เก็ตแคปหุ้นใหญ่วูบ 1.28 แสนล้านบาท ‘ปตท.’ อ่วมสุดมูลค่าหดกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท
วานนี้ (24 มิ.ย.) หลังจากที่ผลการลงประชามติออกมาสนับสนุนให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (Brexit) ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงทันที่เปิดตลาด 24.41 จุด มาอยู่ที่ 1,411.99 จุด ก่อนจะปรับตัวลดลงต่อเนื่องไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,393.83 จุด หรือลดลง 42.57 จุด ก่อนที่ช่วงบ่ายดัชนีจะฟื้นตัวกลับมายืนอยู่ที่ระดับ 1,413.19 จุด ลดลง 23.21 จุด หรือคิดเป็น 1.62% ขณะที่นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิ 783.58 ล้านบาท แต่หากพิจารณาในรอบเดือนมิ.ย.ต่างชาติมียอดซื้อสุทธิรวม 1.11 หมื่นล้านบาท
สำหรับหุ้นในกลุ่มเซ็ท 50 ถือเป็นกลุ่มถูกเทขายออกมาค่อนข้างมาก โดยหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 10 อันดับ ได้แก่ หุ้นปตท. (PTT) ปิดที่ 308 บาท ลดลง 16 บาท หรือ 4.94% มูลค่าซื้อขาย 6,567.69 ล้านบาท หุ้นปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) ปิดที่ 81 บาท ลดลง 4.25 บาท หรือ 5.06% มูลค่า 3,392.59 ล้านบาท หุ้นอินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) ปิดที่ 30 บาท ลดลง 1.75 บาท หรือ 5.51% มูลค่า 3,340.37 ล้านบาท หุ้นธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ปิดที่ 132 บาท ลดลง 3 บาท หรือ 2.22% มูลค่า 3,318.07 ล้านบาท หุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ปิดที่ 166 บาท ลดลง 3 บาท หรือ 1.78% มูลค่า 3,137.37 ล้านบาท หุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ปิดที่ 470 บาท ลดลง 10 บาท หรือ 2.08% มูลค่า 2,745.14 ล้านบาท หุ้นท่าอากาศยานไทย (AOT) ปิดที่ 383 บาท ลดลง 9 บาท หรือ 2.30% มูลค่า 2,738.59 ล้านบาท หุ้นบ้านปู (BANPU) ปิดที่ 14.10 บาท ลดลง 0.20 บาท หรือ 1.4% มูลค่า 2,518.20 ล้านบาท หุ้นแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) ปิดที่ 158 บาท ลดลง 1.5 บาท หรือ 0.94% มูลค่า 2,305.68 ล้านบาท และหุ้นธนาคารกรุงไทย (KTB) ปิดที่ 16.30 บาท ลดลง 0.40 บาท หรือ 2.4% มูลค่า 1,996.71 ล้านบาท
ทั้งนี้ การปรับตัวลดลงของหุ้นในกลุ่มเซ็ท 50 ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) ลดลงรวมกัน 128,825.04 ล้านบาท โดยหุ้นที่มูลค่าหลักทรัพย์ลดลงมากที่สุด คือ ปตท. ลดลง 45,716.79 ล้านบาท รองลงมา คือ ปตท.สผ. ลดลง 16,874.03 ล้านบาท และท่าอากาศยานไทย ลดลง 12,879.99 ล้านบาท
นางสาวอาภาภรณ์ แสวงพรรค ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า มองว่าประเทศไทยยังไม่ควรตื่นตระหนกมากนักกับการที่ผลประชามติให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป เพราะภาคธุรกิจหลายส่วนอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะเดียวกันการเดินหน้าทางเศรษฐกิจหลายอย่างต้องเดินหน้าต่อไปด้วยตัวเอง อาทิ การอุปโภคบริโภคภายในประเทศ โคงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ
“แม้อังกฤษจะออกหรือไม่ออกจากยุโรป ประเทศไทยก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อ เพราะฉะนั้นธุรกิจที่อิงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมไปถึงการเติบโตของกลุ่มซีแอลเอ็มวี ไม่น่าจะได้รับผลกระทบมากนัก แต่ในมุมกลับกันธุรกิจที่อิงกับการส่งออก และต้องอิงกับความผันผวนของค่าเงิน คงจะมีผลกระทบ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นด้านบวกหรือลบมากน้อยแค่ไหน คงจะต้องใช้เวลาในการประเมินสักระยะหนึ่ง”
สำหรับการปรับตัวลงของหุ้นขนาดใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเซ็ท 50 กลุ่มพลังงานซึ่งปรับตัวลดลงมากที่สุดนั้นอาจจะต้องใช้ความระมัดระวังในการลงทุน เพราะเป็นธุรกิจที่อิงกับทั่วโลก ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์นั้นมองว่าเป็นจังหวะในการทยอยเข้าสะสมได้ เพราะเป็นธุรกิจที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศ
“หุ้นไทยที่ปรับตัวลงแรงในขณะนี้น่าจะเป็นจังหวะเข้าสะสมหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจในประเทศและซีแอลเอ็มวี แต่อาจจะต้องแบ่งสัดส่วนในการเข้าซื้อ โดยอาจซื้อแค่ 1 ใน 3 ก่อน และติดตามประเมินผลกระทบต่อเนื่อง อย่างหุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ส่วนตัวมองว่าได้รับผลกระทบน้อย เพราะธุรกิจอิงกับภูมิภาคเป็นหลัก”









