วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ธปท.' มั่นใจฐานะสถาบันการเงินไทยแกร่ง

"ธปท." มั่นใจ สถาบันการเงินไทยได้เตรียมความพร้อม-ป้องกันความเสี่ยงสถานะเงินตราต่างประเทศไว้ล่วงหน้าแล้ว ชี้ยังเสี่ยงค่าเงินผันผวนระยะถัดไป

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกแถลงการณ์ว่า ตามที่สหราชอาณาจักรได้จัดให้มีการลงประชามติ และผลปรากฏเป็นการลงคะแนนเสียงข้างมาก เพื่อออกจากสมาชิกของสหภาพยุโรป นั้น ธปท.ประเมินผลกระทบเบื้องต้นว่า ผลกระทบทางตรงต่อระบบเศรษฐกิจการเงินไทย ผ่านช่องทางการค้า และความเชื่อมโยงของสถาบันการเงิน คาดค่อนข้างจำกัด แต่ไทยอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความผันผวนในตลาดการเงินโลกในระยะสั้นที่เพิ่มสูงขึ้น

รวมทั้งภาวะความไม่แน่นอน จากกระแสการแยกตัวของประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรป ซึ่งจะกระทบต่อการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ตลอดจนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

สำหรับการประเมินผลกระทบในด้านต่างๆ เบื้องต้นนั้น ในส่วนผลกระทบผ่านช่องทางการค้า คาดจะมีค่อนข้างจ ากัด โดยหากพิจารณาระดับการค้าของไทย กับสหราชอาณาจักรโดยตรง พบว่าไทยมีสัดส่วนการส่งออกไปยังสหราชอาณาจักรคิดเป็น 1.8% ในปี 2558 (เป็นตลาดส่งออกที่มีความสำคัญเป็นอันดับสามในกลุ่มสหภาพยุโรป รองจากเยอรมนีและ เนเธอร์แลนด์)

อย่างไรก็ดี หากรวมการส่งออกที่รวมกลุ่มสหภาพยุโรป ผลกระทบจะเพิ่มมากขึ้น โดยสัดส่วนการส่งออกของไทยไปกลุ่มประเทศดังกล่าว (ไม่รวมสหราชอาณาจักร) มีประมาณ 8.4%

ส่วนผลกระทบทางอ้อม คาดว่า ไม่มากนัก หากปัญหาไม่ลุกลามจนก่อให้เกิดการแยกตัวของ ประเทศอื่นๆ ในกลุ่มสหภาพยุโรป นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวทางเศรษฐกิจของทั้งสหราชอาณาจักร และกลุ่มสหภาพยุโรป หลังจากแยกตัวด้วย

ด้านผลกระทบต่อระบบสถาบันการเงินของไทย ประเมินว่ามีในวงจำากัดเช่นกัน เพราะสถาบันการเงินของไทย มีความเชื่อมโยงทางการเงินโดยตรงกับสถาบันการเงินในสหราชอาณาจักรและ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปอื่นเพียง 1.31% ของสินทรัพย์รวม

ในช่วงที่ผ่านมาสถาบันการเงินไทย ได้เตรียมความพร้อม และป้องกันความเสี่ยงสถานะเงินตราต่างประเทศไว้ล่วงหน้าแล้ว อย่างไรก็ดี ไทยอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนในตลาดการเงินโลก ทั้งในตลาด เงินตราต่างประเทศและตลาดทุน จากความกังวลของนักลงทุนที่มีเพิ่มขึ้น และการปรับฐานะการลงทุน ระหว่างประเทศให้ตอบสนองกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งความผันผวนของราคาสินทรัพย์และเงินทุน เคลื่อนย้ายที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ในระยะสั้นและเป็นที่คาดหมายไว้ล่วงหน้า แล้ว

ล่าสุด พบว่า ค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิง และค่าเงินยูโรปรับอ่อนค่าลง 8.0% และ 3.2% ตามลำดับ (ณ เวลา 13.00 น.) จากวันก่อนประกาศผลการลงประชามติ ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์ ค่าเงินเยน รวมทั้งราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น ตามความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย สำหรับค่าเงินบาทปรับอ่อนค่าลง 0.7% (ณ เวลา 13.00 น.) สอดคล้องกับค่าเงินภูมิภาคอื่นๆ ที่ปรับอ่อนค่าลงเช่นกัน

ส่วนผลกระทบต่อตลาดทุน จะเผชิญกับความผันผวนในระยะสั้นได้เช่นกัน โดยคาดว่า อาจมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหลักทรัพย์ และตลาดพันธบัตรของไทยบ้าง แต่ไม่รุนแรงมากนัก เพราะนักลงทุนต่างชาติได้ปรับลดการลงทุนในตลาดการเงินไทยไประดับหนึ่งแล้วก่อนหน้านี้

แม้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจการเงินไทยเบื้องต้นมีค่อนข้างน้อย และปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของไทย ยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะฐานะด้านต่างประเทศที่เข้มแข็ง ซึ่งช่วยรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวได้

แต่ผลกระทบจากการปรับแผนธุรกิจของเอกชนและคู่ค้าต่างๆ ของสหภาพยุโรป เพื่อรับมือกับความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนที่จะเปลี่ยนไป จะสร้างความไม่แน่นอนในการค้าและการลงทุน ระหว่างประเทศที่ถ่วงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

"ดังนั้น ธปท. จะติดตามพัฒนาการทางเศรษฐกิจ และการเงินโลกใกล้ชิด และพร้อมดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินหากมีความจำเป็น รวมทั้งแนะนำให้ภาคธุรกิจเอกชนป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เพราะยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดการเงินได้ในระยะต่อไป