เตรียมกลับมาครองแชมป์ยอดจองซื้อเติบโตสูงสุดในกลุ่มแต่มูลค่าหุ้นยังถูกเกินไป
ประเด็นการลงทุน
SIRI มีความมุ่งมั่นในการกลับมาทวงบัลลังค์แชมป์การเติบโตของยอดจองซื้อสูงสุดในปี 2559 เมื่อเทียบกับกลุ่มอสังหาฯที่เราให้คำแนะนำ โดยบริษัทมีแผนการเปิดตัวโครงการใหม่เชิงรุกมากขึ้นปี 2559 ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่ดีโดดเด่น ที่สำคัญเรามองเห็นการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นของการขายอสังหาฯ ในปี 2559 อย่างแน่นอนจากแรงกดดันสินค้าคงเหลือทำให้บริษัทมีการใช้กลยุทธ์ด้านราคาอย่างมีนัยสำคัญในปี 2558 ในขณะที่ปีนี้แรงกดดันดังกล่าวลดลงไปมาก ปัจจุบันหุ้นยังซื้อขายที่ถูกเกินไป โดยซื้อขายกันต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีสิ้นปี 2559 ที่เราคาดการณ์อยู่ 12% มูลค่าหุ้นซื้อขายที่ PER ที่เป็นกำไรหลักของปี 2559 ที่เพียง 7.5 เท่า ในขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2559 สูงถึง 7.8% ทำให้เรายังคงแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2559 ที่ 2.20 บาท อ้างอิง PER กำไรหลักที่ 10 เท่า (สูงกว่าค่าเฉลี่ยปี 2549-2558 เท่ากับ 0.75 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน)
สิ้นสุดแรงกดดันสินค้าคงเหลือหนุนอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น
หลังจากการระบายสินค้าคงคลังของ SIRI ได้ผ่านพ้นไปอย่างสำเร็จแล้วตลอดปี 2558 ทำให้เรามองว่าจะไม่เห็นกลยุทธ์การตัดราคาอย่างรุนแรงเพื่อระบายสินค้าคงคลังในปี 2559 อีกเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในปี 2558 โดยเราวิเคราะห์พบว่าโครงการที่อยู่อาศัยทีมีเพื่อขายของบริษัทโดยรวมลดลงมาอยู่ที่ 57 ล้านบาท ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2559 โดยคิดเป็นการลดลงถึง 18% จากระดับสูงสุดที่ 70 พันล้านบาท ณ สิ้นเดือน มี.ค. 2557 ในขณะที่โครงการที่อยู่อาศัยที่มีเพื่อขายในต่างจังหวัดที่เป็นประเด็นลบต่อบริษัทในช่วงที่ผานมานั้นลดลงถึง 29% จากระดับสูงสุดที่ 27 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2557 มาอยู่ที่ 19 พันล้านบาท ณ ปัจจุบัน ทำให้เรามองเห็นแนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการที่อยู่อาศัยได้ผ่านระดับต่ำสุดที่ 27.6% อย่างแน่นอนแล้วในไตรมาส 2/58 และปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นโครงการที่อยู่อาศัยจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 30.4% ในไตรมาส 2/59
บริษัทตั้งเป้ายอดจองซื้อปี 2559 เติบโต 47%!
ผลจากการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพทำให้ SIRI มีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่มูลค่ากว่า 50 พันล้านในปี 2559 (71% เป็นคอนโดฯ และ 29% เป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ) หลังจากมีการเปิดตัวรวมที่ค่อนข้างเงียบเหงาเพียงแค่ 18 พันล้านบาทในปี 2557 และ 22 พันล้านบาทในปี 2558 (ลดลงจากยอดการเปิดตัวสูงสุดที่ 61 ล้านบาท ในปี 2556) โดยโครงการใหม่ทั้งหมดบริษัทได้มีที่ดินรองรับไว้เรียบร้อยแล้ว โดยเป็นโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ทั้งหมด 11 โครงการ มูลค่ารวม 35 พันล้านบาท (เป็นโครงการร่วมทุน 6 โครงการและโครงการที่เป็นเจ้าของเอง 5 โครงการ) และเป็นโครงการแนวราบทั้งหมด 10 โครงการมูลค่า 15 พันล้านบาท โดย SIRI จะกลับมาครองบัลลังค์แชมป์การเติบโตของยอดจองซื้อใหม่ในปี 2559 สูงสุดในกลุ่มที่เราให้คำแนะนำ โดยได้แรงหนุนจากทีมการตลาดที่มีฝีมือและทำเลของคอนโดที่ดีเยี่ยม (ใกล้ระบบขนส่งมวลชน) ผนวกกับปีนี้ SIRI ยังให้ความสำคัญกับเป้าหมายลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เป็นชาวต่างชาติโดยตั้งเป้ายอดขายจากกลุ่มนี้มากขึ้นจาก 3.5 พันล้านในปี 2558 มาอยู่ที่ 5 พันล้านในปี 2559 (คิดเป็น 20-45% ของแต่ละโครงการคอนโด ซึ่งสูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรม) โดยบริษัทตั้งเป้ายอดจองซื้อสำหรับปี 2559 ที่ 42 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด 47% YoY ซึ่งเติบโตมากกว่าประมาณการเติบโตเฉลี่ยของกลุ่มที่ 15%
รายได้ก้าวกระโดดในครึ่งหลังของปี 2559 ตามตารางการโอนคอนโด
รายได้ครึ่งหลังปี 2559 คิดเป็น 60% ของประมาณการปี 2559 เนื่องจาก 63% ของโครงการคอนโดในปีนี้มีกำหนดเสร็จสมบูรณ์และเริ่มดอนได้ในครึ่งหลังของปี 2559 โดยเราคาดอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการที่อยู่อาศัยจะสูงขึ้นจากประมาณ 30% ในครึ่งแรกของปี 2559 มาอยู่ประมาณ 32.0% ในไตรมาส 4/59 จากอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงอย่างมีนียสำคัญของโครงการคอนโด (หนุนจากโครงการวิทยุและสุขุมวิท 39) โดยรายได้และผลกำไรรายไตรมาสจะแตะจุดสูงสุดของปีในไตรมาส 4/59 โครงการคอนโดร่วมทุนแห่งแรกคือ The Line สุขุมวิท 71 มีมูลค่า 2 พันล้านบาท และจองเต็มแล้ว โดยจะเริ่มทำการโอนให้แก่ผู้ซื้อในไตรมาส 4/59 ผู้บริหารคาดกว่าส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจคอนโดร่วมทุนจะพลิกกลับจากการขาดทุนมาเป็นกำไรในไตรมาส 4/59 อย่างไรก็ตามจากมุมมองเชิงอนุรักษ์นิยมของเรา เราคาดว่าส่วนแบ่งกำไรจะยังขาดทุนต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 4/59
โอกาสที่กำไรจะดีกว่าคาดจากอัตรากำไรที่อาจสูงกว่าคาด
จากสมมุติฐานเชิงอนุรักษ์นิยมของเรา เราคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นของโครงการที่อยู่อาศัยจะอยู่ที่เพียง 31.0% ในปี 2559 ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของ SIRI ที่ 32.0-33.0% และคาดว่าส่วนแบ่งจากกำไรจะขาดทุนที่ 400 ล้านบาทในปี 2559 ในขณะที่ผู้บริหารคาดว่าจะขาดทุนเพียง 200 ล้านบาท เป็นผลให้เราคาดอัตรากำไรหลักในปี 2559 จะอยู่เพียง 8.1% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายขั้นต่ำของ SIRI ที่อย่างน้อย 10.0% อยู่ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ถ้าหากบริษัทสามารถดำเนินงานตามแผนธุรกิจที่วางไว้ในปี 2559 ได้จริง เราคำนวณว่าผลกำไรหลักในปี 2559 จะมากกว่าประมาณการแบบอนุกรัษ์นิยมของเราถึง 16%









