ระมัดระวัง
คาดหุ้นไทยขยับขึ้นได้เล็กน้อยวันนี้ จากปัจจัยบวกภายในประเทศหลายประการ แต่อารมณ์ของนักลงทุนอยู่ในภาวะเปราะบางก่อนการลงประชามติ อยู่หรือไม่อยู่ใน EU ของอังกฤษพรุ่งนี้ ที่ผลการสำรวจความเห็นสูสีกันมาโดยตลอดล่าสุดการนำของผู้มีความเห็นอยู่ต่อใน EU ลดลง ถ้อยแถลงของ Yellenอยู่ในแนวระมัดระวังด้วยเช่นกัน หอการค้าไทยมีมุมมองบวกต่อเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง สภาอุตสาหกรรมฯก็มีความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น ตัวเลขยอดขายส่งออกและผลิตรถยนต์ถือว่าดีมากในเดือน พ.ค. จะเห็นว่าปัจจัยภายในประเทศวันนี้ดีทีเดียว
หุ้นเด่นวันนี้: BDMS (ราคาปิด 23.90 บาท; AWS; NR; ราคาเป้าหมาย Bloomberg 25.42 บาท)
บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ ถูกคาดว่าจะยังคงแสดงการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง หนุนโดยการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของเครือข่ายโรงพยาบาลและผลบวกจากการที่ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ต้องการรับการรักษาที่มีคุณภาพสูงในราคาที่สมเหตุสมผล ปัจจุบัน BDMS มีจำนวนโรงพยาบาลทั้งหมด 43 โรงพยาบาล ภายใต้ 6 แบรนด์โรงพยาบาล และตั้งเป้าว่าจะเพิ่มเป็น 50 โรงพยาบาลภายในปี 2563 โดยมีโครงการที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างจำนวน 1 โรงพยาบาล นั่นก็คือ โรงพยาบาลกรุงเทพสุราษฎร์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2560 บริษัทคาดหวังว่าการขยายเครือข่ายนี้จะช่วยเพิ่มความสามารถในการให้บริการในพื้นที่ที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ บริษัทกำลังพัฒนาโรงพยาบาลแม่ข่ายทั้ง 9 แห่งให้เป็น Centers of Excellence ซึ่งคาดจะเสร็จสมบูรณ์ในกลางปี 2561 เพื่อตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนคนไข้ต่างชาติและสัดส่วนรายได้จากคนไข้กลุ่มนี้เป็น 40% ในระยะยาว จากปัจจุบันที่ 31% จาก Bloomberg Consensus นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า BDMS จะมีกำไรเติบโตที่ 13.1% และ 16.3% ในปี 2559 และ 2560 ตามลำดับ Price Pattern ของ BDMS ยังมีแนวโน้มหลักอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Weekly & Monthly Buy Signal แต่จาก Price Pattern ของ BDMS คาดว่ายังอยู่ในช่วงของการปรับฐานระยะสั้นจากการเกิด Daily Sell Signal ครั้งใหม่ โดยหาก Price Pattern ของ BDMS สามารถปรับตัวขึ้นมาปิดตลาดเหนือ 24.10 บาทได้สำเร็จ ก็จะทำให้กลับมาเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ ซึ่งจะเป็นการยืนยันว่าการปรับฐานระยะสั้นที่ผ่านมานั้นได้สิ้นสุดลง ทั้งนี้หาก Price Pattern ของ BDMS สามารถกลับมาเกิด Daily Buy Signal ครั้งใหม่ คาดว่าจะกลับมาเกิดความแข็งแกร่งในการปรับตัวขึ้นอีกครั้ง โดยมีเป้าหมายถัดไปของการทำ New High อยู่ที่ 28.25 บาท (Resistance: 24.00, 24.10, 24.30; Support: 23.80, 23.60, 23.50)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• คาด กนง. คงดอกเบี้ยนโยบาย จากโพลล์สำรวจของ Reuters พบว่านักเศรษฐศาสตร์ทั้ง 27 รายล้วนคาดการณ์ว่าที่ประชุม กนง. ในวันนี้จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เช่นเดิมที่ 1.5% แม้ว่าเศรษฐกิจจะยังฟื้นตัวล่าช้าก็ตาม เนื่องจากมองว่าการลดดอกเบี้ยลงไปอีกจะส่งผลบวกน้อยมากต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กลับกันจะส่งผลมากกว่าในเชิงลบในแง่ของเสถียรภาพทางการเงิน (Bangkok Post)
• หอการค้าไทยคาดเศรษฐกิจครึ่งปีหลังฟื้นตัวเด่นโดยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3.3% ด้วยการส่งออกที่คาดจะขยายตัว 2.6% และเงินเฟ้อที่ระดับ 0.9% ขณะที่มองทั้งปีมีโอกาสจะขยายตัวได้ตามกรอบที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 3.2-3.5% ด้วยการส่งออกที่คาดจะขยายตัว 0.8% และเงินเฟ้อที่ระดับ 0.4%(Bangkok Post)
• เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือชาวนาฤดูกาลใหม่ ครม.วานนี้เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือชาวนา 4.56 หมื่น ลบ. สำหรับฤดูกาล 2559-2560 ได้แก่มาตรการจ่ายเงินช่วยเหลือชาวนาไร่ละ 1 พันบาทไม่เกินรายละ 10 ไร่ พักหนี้สองปีให้แก่ลูกค้า ธกส. ที่กู้ยืมไปไม่เกิน 5 แสนบาท อบรมเสริมความรู้ รวมถึงออกเงินอุดหนุนทำประกันพืชผลร่วมกันระหว่างรัฐและ ธกส. (Bangkok Post)
• ความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมไทย พ.ค. เพิ่มขึ้น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่าดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมไทยเพิ่มขึ้นสู่ 86.4 จุดใน พ.ค. จาก 85 จุดใน เม.ย. เพราะความกังวลเกี่ยวกับภัยแล้งลดลง ยอดคำสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการศึกษาเพิ่มขึ้น ใน พ.ค. กอปรกับนโยบายกระตุ้นของรัฐบาล ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าเพิ่มขึ้นจาก 97.2 ใน เม.ย. เป็น 98.7 ใน พ.ค. ก่อนที่จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล
• ยอดผลิตรถและยอดขายเพิ่มขึ้นใน พ.ค. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรายงานยอดผลิตรถยนต์ พ.ค. พุ่งขึ้น 24.7% เทียบปีก่อนสู่ 168,394 คัน ยอดขายรถในประเทศ พ.ค. เพิ่มขึ้น 15.9% เทียบปีก่อนสู่ 66,019 คันขณะที่การส่งออกรถสำเร็จรูป พ.ค. เพิ่มขึ้น 11.9% เทียบปีก่อนสู่ 99,547 คัน มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 26.3% สู่ 5.499 หมื่น ลบ. เพราะยอดขายรถ PPV ดีขึ้น (Bangkok Post)
ต่างประเทศ
• ผลสำรวจล่าสุดระบุว่าการรณรงค์ให้อังกฤษอยู่ในสหภาพยุโรปได้เสียคะแนนนำไปบางส่วน ก่อนการลงประชามติในวันพฤหัสนี้ ผลสำรวจทางโทรศัพท์ซึ่งจัดทำโดย Survationระบุว่ากลุ่มที่สนับสนุนให้อังกฤษยังคงรวมตัวกับ EU มีจำนวน 45% ขณะที่กลุ่มที่ต้องการแยกตัวมีจำนวน 44% นำอยู่เพียง 3 คะแนน (Reuters)
• เยลเลน: Fed ระมัดระวังในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเนื่องจากภาวะการจ้างงานในสหรัฐชะลอตัวและ Brexit: นางเจเน็ต เยลเลน ประธาน Fed ได้เข้าให้การกับคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาสหรัฐเมื่อวันอังคารและแสดงถึงมุมมองในแง่บวกว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย เธอยอมรับว่าการจ้างงานในสหรัฐชะลอตัวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาและกล่าวว่า Fed จะระมัดระวังในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยจนกว่ามีความชัดเจนว่าตลาดแรงงานกระเตื้องขึ้น นางเยลเลนยอมรับว่าผลกระทบที่ตามมาหากชาวอังกฤษลงประชามติออกจากสหภาพยุโรปในวันที่ 23 มิ.ย. จะทำแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐมืดมนมากขึ้น (Reuters)
• ศาลสูงสุดเยอรมันไม่รับมาตรการการเข้าซื้อพันธบัตรของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) โดยไม่จำกัดวงเงินหรือมาตรการ OMT ศาลรัฐธรรมนูญของเยอรมันไม่รับมาตรการเข้าซื้อพันธบัตรในกรณีฉุกเฉินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยชี้ชัดว่าเป็นเครื่องมือที่ไม่เคยใช้ในการต่อสู้ภาวะวิกฤต มาตรการ OMT ถูกคิดขึ้นมาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำมั่นสัญญาของนายมาริโอ ดรากิ ประธาน ECB ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินยูโร โดยให้ผู้มีอำนาจของ ECB เข้าซื้อหนี้จากประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหาทางการเงิน (Reuters)
• ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวขึ้นเมื่อวันอังคาร เนื่องจากนักลงทุนขายเงินปอนด์และเงินยูโรจากข่าวว่าผลการสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับการลงประชามตินั้นผู้ที่เห็นด้วยกับผู้ที่คัดค้านมีจำนวนใกล้เคียงกัน เงินยูโรปรับตัวลง 0.5% อยู่ที่ 1.1255 ดอลลาร์สหรัฐ ยืนเหนือระดับต่ำสุดในรอบการซื้อขายอยู่ที่ 1.1243 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวขึ้น 0.45% อยู่ที่ 94.031 (Reuters)
• ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ครึ่งเมื่อวันอังคาร หลังจากกระทรวงคลังสหรัฐเห็นถึงความต้องการพันธบัตรอายุ 5 ปีที่ลดลงและนักลงทุนประเมินว่าอังกฤษจะลงคะแนนว่าจะเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปต่อไปหรือไม่ในวันพฤหัส ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปีล่าสุดลดลง 9/32 ผลตอบแทนอยู่ที่ 1.699% เพิ่มขึ้นจาก 1.670% เมื่อวันจันทร์ (Reuters)
สหรัฐ:
• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดเพิ่มขึ้นเมื่อวันอังคาร นำโดยการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจากการที่นางเจเน็ท เยลเลน ประธาน Fed แสดงถึงความมั่นใจว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ในขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับการลงประชามติของอังกฤษยังคงซึมเซา (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันอังคารปรับตัวสูงขึ้น หลังจากตลาดคลายความกังวลต่อเหตุการณ์ Brexitแม่ว้าความเห็นว่าจะอยู่หรือไปจะใกล้ๆ กันก็ตาม (Reuters)
• ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของเยอรมนีในเดือนมิ.ย. สูงขึ้นผิดคาดโดยพุ่งขึ้นแตะ 19.2 จุด จากระดับ 6.4 จุดในเดือนพ.ค. ซึ่งผิดไปจากที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าดัชนีจะปรับตัวลงมาอยู่ที่ 4.7 นับเป็นการสะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนยังเชื่อมั่นในเศรษฐกิจเยอรมนีท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน (Reuters)
เอเชีย:
• การรณรงค์เลือกตั้งสภาสูงของญี่ปุ่นจะเริ่มในวันพุธนี้ โดยนายกรัฐมนตรีShinzo Abe อยู่ไม่ได้อยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะสูญเสีย อำนาจในการเลือกตั้ง เขาต้องการชัยชนะที่มั่นคง เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติของพรรคLDP ของเขาอยู่ต่ออีกสามปีหลังจากที่เขาดำรงตำแหน่งประธานพรรค LDPซึ่งจะหมดวาระในปี 2561 การเลือกตั้งในวันที่10 ก.ค.เชื่อว่าเขาสามารถได้คะแนนเสียงครึ่งหนึ่งของสมาชิก242 คนจากการตัดสินใจของเขาที่จะชะลอการปรับขึ้นภาษีการขาย และการใช้แนวนโยบายการใช้จ่าย และการปฏิรูปการเงิน Abenomics(Reuters)
• กิจกรรมภาคการผลิตของจีนหดตัวในเดือนมิ.ย. ชี้ถึงสถานะทางเศรษฐกิจเลวร้ายลง หลังจาก มีสัญญาณว่ามีเสถียรภาพในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยดัชนีผู้ประกอบการ SME ของ Minxinปรับตัวลดลงไปต่ำสุดในรอบสี่เดือนที่43.2 ในเดือนมิ.ย.เมื่อเทียบ เดือนก่อนหน้าที่45.8 (Reuters)
• การผิดนัดชำระหนี้ในตลาดตราสารหนี้ของประเทศจีนแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ความสามารถในการทำกำไรของ บริษัทยังคงอยู่ภายใต้ความกดดันและมีภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น สถาบันจัดอันดับ S & P ทั่วโลกได้กล่าวว่าเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา จำนวนของการผิดนัดชำระพันธบัตรนับจากต้นปีถึงปัจจุบัน (year to date) มีจำนวนรวมมากกว่าทั้งปี 2558โดยจำนวนมากกว่าผู้ออกพันธบัตรมากกว่า20รายมีการผิดนัดชำระ หลังจากที่มีผู้ออกตราสารมากกว่า 10 ราย เกิดการชำระเงินดอกเบี้ยและเงินต้นไม่ตรงเวลา (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ราคาน้ำมันลดลงวันอังคารเพราะการขายทำกำไรหลังวิ่งติดกัน 2 วันก่อน และกลับเพิ่มขึ้นหลังช่วงการซื้อขายเพราะตัวเลขชี้ว่ามีการเบิกสต็อกน้ำมันมากกว่าที่คาด สต็อกน้ำมันลดลง 5.2 ล้านบาร์เรลสัปดาห์ที่แล้ว American Petroleum Institute (API) ระบุ โดยตัวเลขมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 1.7 ล้านบาร์เรลถึง 3 เท่า US EIA จะออกตัวเลขสต็อกน้ำมันอย่างเป็นทางการวันพุธนี้ Brent ล่วงหน้าเดือนใกล้ปรับลง 3 เซนต์ ปิดที่ 50.62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังหล่นลงไปกว่า 1 ดอลลาร์แตะจุดต่ำสุดที่ 49.46 ดอลลาร์ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าส่งมอบ ก.ค. ลดลง 52 เซนต์ (-1.0%) ปิดที่ 48.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)
• ราคาทองแตะต่ำสุดรอบ 10 วันในวันอังคาร จากที่หุ้นทั่วโลกเพิ่มขึ้นและคาดการณ์ว่าคะแนนเสียงที่สนับสนุนให้อังกฤษออกลดลง ทองเป็นลบต่อหลังนาง Janet Yellenประธาน Fed กล่าวว่าความเสี่ยงของโลกและการจ้างงานของสหรัฐที่ชะลอตัว หนุนมุมมองแบบระวังต่อการขึ้นดอกเบี้ย ราคาทองคำตลาดจรลบ 1.9% แตะจุดต่ำสุดที่ 1,265.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ปิดลดลง 1.6% ที่ 1,269.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทองคำสหรัฐลดลง 1.5% เหลือ 1,272.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)








