รอดูความคืบหน้า โครงการโปแตส
ประเด็นการลงทุน
ปัจจัยหลักที่จะต้องจับตาดูพัฒนาการของบริษัท ยังคงเป็นการรอการอนุมัติเงินกู้ (financial close) ของโครงการโปแตสในช่วง 3Q-4Q16 นี้ ซึ่งจะส่งผลให้ APOT (บริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน)) สามารถทำสัญญาก่อสร้างมูลค่าราว 34,000 ล้านบาท กับ TRC ได้ และคาดหนุนให้รายได้ของ TRC เติบโต 65% ในปี 2017 อย่างไรก็ดีเรายังคงมีความกังวลหากมีความล่าช้าเกิดขึ้นเพราะจะส่งผลให้การรับรู้รายได้ของบริษัทเกิดความล่าช้าตามไปด้วย เราปรับประมาณการกำไรปี 2016 ลง 29% สะท้อนการรับรู้รายได้เหมืองโปแตสที่ช้ากว่าที่เราคาดในปีนี้ และปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 1.70 บาท (เดิม 2.04 บาท) ยังคงอิง P/E 20 เท่า (เท่าค่าเฉลี่ยในอดีตของบริษัท) แนะนำให้ wait and see
จับตาการอนุมัติเงินกู้โครงการโปแตส
ผู้บริหารคาดการณ์ว่าโครงการเหมืองโปแตส (APOT) จะได้รับการอนุมัติเงินกู้ (financial close) ภายใน 3Q16 หรืออย่างช้า 4Q16 นี้ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอเงินเพิ่มทุนอีกงวดจากกระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในโครงการนี้อยู่ด้วย และอีกปัจจัยหนึ่งมาจากโครงการเหมืองทองคำ ที่รัฐบาลมีคำสั่งให้ระงับไปก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ผู้ปล่อยเงินกู้ยังคงมีความกังวลอยู่ อย่างไรก็ดีหาก APOT ได้รับการอนุมัติเงินกู้ในช่วง 2H16 นี้ตามที่ผู้บริหารคาด APOT จะสามารถเข้าทำสัญญาก่อสร้างมูลค่า 34,000 ล้านบาท กับ TRC ได้ และ TRC จะสามารถรับรู้รายได้โครงการนี้ราว 7,000 ล้านบาท ในปีหน้า
ปรับคาดการณ์กำไรลง – สะท้อนความล่าช้า
เราปรับประมาณการกำไรปี 2016 ลง 29% เป็น 431 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐาน APOT ได้รับอนุมัติเงินกู้ในช่วง 2H16 นี้ โดยเราปรับประมาณการรายได้ปี 2016 ลง เป็น 7,000 ล้านบาท (เดิม 8,700 ล้านบาท) จากการโครงการโปแตสที่ช้ากว่าที่เราคาด และเราปรับอัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยลงเพราะเป็น 13.8% (เดิม 16.4%) เพราะบริษัทปรับกลยุทธไปใช้ผู้รับเหมาช่วง (sub-contractor) มากขึ้น เพราะผู้บริหารต้องการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหากเกิดความไม่ต่อเนื่องของงานก่อสร้าง ซึ่งบริษัทจะไม่ต้องแบกรับต้นทุนคงที่ (fixed cost) ต่อไป
การได้งานใหม่ อาจเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นระยะสั้น
คาดบริษัทจะได้รับงานใหม่ 2 โครงการ เร็วๆ นี้มูลค่า ราว 5-6 พันล้านบาท ได้แก่ 1) โครงการ CO2 remover plant มูลค่า 2-3 พันล้านบาท และ 2) โครงการ Waste to energy plant มูลค่า 2 พันล้านบาท ซึ่งผู้บริหารชี้แจงว่าอยู่ระหว่างรอผลการประมูล และคาดจะได้รับงานและมีการประกาศงานในช่วง มิ.ย. – ก.ค. นี้ ซึ่งเรามองว่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในระยะสั้น อย่างไรก็ดีเรารวมไว้ในคาดการณ์กำไรแล้ว
ความเป็นไปได้ของโรงไฟฟ้าประเทศเพื่อนบ้าน
จากแผนการศึกษาการลงทุนเพิ่มเติมในโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีแนวโน้มที่อาจพัฒนาให้กลายเป็น Tariff MOU ในปีนี้ อย่างไรก็ดีเรายังมีความกังวลในความไม่แน่นอนของโครงการ และหากโครงการสามารถเกิดขึ้นได้ เราคาดว่าอาจต้องให้เวลานานกว่า 10 ปี จึงจะสามารถขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณไฟฟ้าสำรองมากเพียงพอ และยังมีอุปทานจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีแผนจะ COD ไปจนถึงปี 2024 อาทิเช่น Gulf Energy จำนวน 5,000MW ซึ่งได้เซ็น PPA ไปแล้ว และยังมีโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) ที่ กระบี่ 780MW และที่เทพา จ.สงขลา 2,200MW ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุป เราคาดหากโครงการของ Gulf Energy หรือของ EGAT ล้มเหลวจึงจะเป็นโอกาสของการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ดีการพัฒนาโรงไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้านก็ยังคงมีคู่แข่งอยู่ อย่างเช่น SAMART ซึ่งศึกษาโรงไฟฟ้าถานหินขนาด 2,000MW และมีแผนจะสร้างเช่นกัน






