กรมธนารักษ์เตรียมปรับค่าเช่าที่ราชพัสดุทั่วใหม่ ให้สอดคล้องกับราคาประเมินที่ดินรายแปลงใหม่ ปี 2560 ตั้งเป้ารายได้เป็นปีละ 1 หมื่นลบ.
นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า กรมธนารักษ์มีเป้าหมายดำเนินงานเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากปีละ 4 พันล้านบาทเป็นปีละ 1 หมื่นล้านบาท โดยจะปรับราคาค่าเช่าที่ราชพัสุดทั้งระบบใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับราคาประเมินที่ดินใหม่รายแปลงที่จะนำมาใช้ปี 2560 ซึ่งจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 3 หมื่นล้านบาทในระยะ 5 ปีข้างหน้า
นายจักรกฤศฎิ์บอกอีกว่า จะมีการจัดทำบัญชีค่าเช่าใหม่ คาดว่าจะเสร็จใน 3 เดือน เพื่อให้ทันในปีงบประมาณปี 2560 จากปัจจุบันค่าเช่าที่ราชพัสดุต่ำมาก บางพื้นที่ปีละ 25 สตางค์ต่อตารางวา สูงสูดเพียง 10 บาท ขณะที่บางรายกลับนำไปเช่าต่อหลักหมื่น หลักแสนบาท อย่างอาคารพาณิชย์ ในบริเวณปทุมวัน ปัจจุบันจัดเก็บค่าเช่าอยู่ที่ 4,000 บาทต่อเดือน หากมีการจัดเก็บค่าเช่าตามราคาตลาดจะคิดค่าเช่าได้ถึงเดือนละ 80,000 บาทเหมือนที่ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จัดเก็บในปัจจุบัน ซึ่งกรมธนารักษ์ ก็จะมีการทยอยปรับเพิ่มขึ้น แต่อาจจะไม่สูงถึงราคาตลาด
ทั้งนี้ ปัจจุบัน มีสัญญาเช่าที่ราชพัสดุ ทั้งหมด 1.6 แสนสัญญา ซึ่งมีเพียง 5 พันรายเท่านั้น ที่เป็นการเช่าเชิงพาณิชย์ ที่เหลือเป็นการเช่าเพื่อที่อยู่อาศัยและเกษตรกรรม โดยมีผู้เช่ารายใหญ่มีเพียง 7 ราย คือ บมจ. ท่าอากาศยานไทย 1,595 ล้านบาท บมจ. ปตท. 561 ล้านบาท บมจ.ไทยออยล์ 200 ล้านบาท บริษัท กสท.โทรคมนาคม 169 ล้านบาท บริษัทท่าเรือเจ้าพระยา 126 ล้านบาท และบริษัท เอ็นซีซี กับบริษัท ไปรษณีย์ไทยเท่ากันที่ 122 ล้านบาท โดยจะกรมธนารักษ์จะทยอยเจรจาค่าเช่าใหม่กับรายใหญ่ที่ครบอายุสัญญาเช่า
นอกจากนั้น ยังเข้มงวดกับการใช้พื้นที่ของส่วนราชการให้ตรงกับวัตถุประสงค์ด้วย ซึ่งจากการออกตรวจสภาพการใช้งาน พบว่า ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ 799 แปลง ได้แก้ไขเรียบร้อย 34 แปลง จากนี้จะทยอยเจรจากับส่วนราชการ เช่น กองทัพ ได้ครอบครองพื้นที่ 7.5 ล้านไร่ มีสัดส่วน 60% ของที่ราชพัสดุทั้งหมด 12.5 ล้านไร่ โดยหากนำไปใช้ในเขิงพาณิชย์ เช่นสโมสรร้านอาหาร ปั้มน้ำมัน จะให้แบ่งรายได้ 70% เข้ารัฐ และอีก 30% เข้าส่วนราชการที่บริหารพื้นที่









