วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

วิถีความสำเร็จต้องสร้างด้วยตัวเอง 'นพ.ธนัญชัย อัศดามงคล'

เติบโตเป็นทายาทบ้านหมอที่มีพ่อและแม่หมอนำรอยทาง ทว่าเพียงทำงานสวมเสื้อกาวน์อย่างเดียวคงไม่ได้ เมื่อรพ.บางมดต้องการเลือดใหม่ขับเคลื่อน

เป็นเหมือน “เงา” คอยตามติดพ่อ “นายเแพทย์สุรสิทธิ์ อัศดามงคล” ประธานกรรมการบริหาร โรงพยาบาลบางมด มาตั้งแต่เด็ก สมัยที่พ่อ-แม่ “รศ.พญ.เกศรา อัศดามงคล”เปิดคลินิกรักษาผู้ป่วยที่ย่านพลับพลาไชย ได้เห้นการผ่าตัดรักษาคนไข้แล้วหาย เลยได้รับแรงบันดาลใจ “ต้องเป็นหมอให้ได้ ตั้งแต่ประถม”  นี่เป็นความฝันวัยเยาว์ของ “นายแพทย์ธนัญชัย อัศดามงคล” ผู้บริหารศูนย์ศัลยกรรมความงามโรงพยาบาลบางมด ครั้นพ่อมาก่อตั้งโรงพยาบาลบางมด เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ได้ช่วยงานพ่อ เห็นการศัลยกรรมคนไข้ให้ออกมาสวย พอใจ พ่อยิ่งเป็นไอดอลและแรงผลักดันให้เรีบนต่อเฉพาะทางด้าน “ศัลยกรรมตกแต่ง”

ตั้งหน้าตั้งตาเรียนแพทย์ ไปทำงานในโรงพยาบาลต่างจังหวัด 3 ปี และกลับมาเรียนต่อเฉพาะทางรวมระยะเวลาร่วม 15 ปี จบมาก็ตั้งใจรักษาคนไข้เป็นหลัก เพราะเป็นงานที่ใช่และชื่นชอบมาก ทว่า เมื่อโรงพยาบาลเป็นธุรกิจของครอบครัวด้วย เลยต้องรับอีกบทบาท นั่นคือ “ขับเคลื่อนธุรกิจ”

“ตอนผมเรียนไม่คิดว่าแพทย์เป็นเรื่องธุรกิจ หมอเป็นเรื่องของการช่วยคน ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ” เขาเล่าและขยายความว่า อย่างการเรียนเฉพาะทางศัลยกรรมตกแต่ง นอกจากทำให้สวย ก็เรียนเพื่อช่วยผู้ป่วยพิการด้วย เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่ แผลไฟไหว้ มะเร็งผิวหนังมะเร็งเต้านม เรียนสิ่งเหล่านี้มามากที่สุด และมองว่าการรักษาคนไข้นั้นไม่หวังผลตอบแทน “นี่เป็นจิตวิญญาณของคนเป็นหมอทุกคน แต่พอต้องมานั่งบริหารก็มีอีกส่วนต้องดูแลไม่เช่นนั้นโรงพยาบาลอยู่ไม่ได้ ก็ไปชวยคนไม่ได้ จึงต้องทำคู่กัน”  

2 ปีที่เข้ามาช่วยสานต่อธุรกิจครอบครัว หมอธนัญชัย รับหน้าที่ดูแลศูนย์ศัลยกรรม ขณะที่น้องชายซึ่งเป็นจบแพทย์ทั่วไปและจบบริหาร ดูแลในส่วนการรักษาคนไข้ทั่วไป

เวลาสั้นๆที่เข้ามาทำงาน เขาบอกว่าการบริหารธุรกิจ “ยาก” กว่าการเป็นแพทย์ เพราะ “ตอนเป็นหมอไม่คิดเรื่องรายได้ ขาดทุน กำไร หมอคิดว่าทำยังไงก็ได้ให้คนไข้หายดีที่สุด กลไกการรักษาให้หายจากโรค เจอะเจอก็แค่คนไข้ เรื่องบริหารคิดแบบนั้นไม่ได้ มันมีเรื่องรายได้ รายรับ รายจ่าย พบปะผู้คนมากมาย นี่คือสิ่งที่คิดว่ายากและต่าง”

บนความยากมีความโชคดี เมื่อร่ำเรียนมา รู้ระบบบริหารการแพทย์ ซึ่งเชื่อว่าได้เปรียบคนเรียนบริหารบ้าง ที่สำคัญศาสตร์ทั้งสองจะต่างกัน แต่โชคดีมีพ่อเป็น “กุนซือ” คอยกำกับและถ่ายทอดวิชาความรู้ให้

“การบริหาร..พ่อสอนเยอะมาก พ่อมี่ชื่อเสียงศัลยกรรมตกแต่งมาก มีคนไข้เยอะ ตอนมาช่วยใหม่ๆ วันหนึ่งๆพ่อผ่าตัดคนไข้ 50 ราย คนดังในวงการมาต่อคิวทำเช้าจรดดึก เคยถามพ่อว่าทำยังไง พ่อบอกให้ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ทำหน้าที่ให้ผลงานออกไปดี” เขาเลยยึดวิถีและใช้เป็นโจทย์ในการทำงาน การศัลยกรรม การผ่าตัดรักษาคนไข้ ทำอย่างไรเจ็บน้อย บวมน้อย หายเร็ว และดูเป็นธรรมชาติ ด้วยเทคโนโลยี เทคนิคพิเศษที่คิดค้นจากทีมแพทย์ที่บางมด จนเรียกว่า “เทคนิคบางมด” ที่ใช้ในการศัลยกรรมแต่ละส่วนของคนไข้ เช่น ทำตา 2 ชั้น ใช้เลเซอร์ช่วยผ่าตัดจากภายใน เพื่อทำให้แผลเล็กสุด บวมน้อยและหายเร็ว

ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลบางมดติดอันดับต้นๆ สถานพยาบาลที่แวดวงความงาม ศัลยกรรมเลือก แถมการันตีด้วยการจัดอันดับของเว็บไซต์ดังด้านศัลยกรรมและเว็บไซต์ Meedmoh.com sanook.com ล้วนติดลำดับท็อปๆ แม้กระทั่งที่ 1 บ้างเป็นครั้งคราว การมีชื่อเสียงดังกล่าวทำให้กลายเป็นภารกิจยากอีกอย่างของเขา ทว่า วันนี้ตลดเปลี่ยน คู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มขึ้น โรงพยาบาลทยอยเปิดศูนย์ความงาม คลินิกก็ผุดราวดอกเห็ด เพราะธุรกิจเซ็กเมนท์นี้ “กำไรงาม” เมื่อเทียบกับการผ่าตัดทั่วไป ที่สำคัญ เศรษฐกิจจะดีหรือร้าย “ผู้คนก็ต้องสวย” เพราะความงามคู่กับคนมานาน

“เรามีชื่อเสียงมา 30 ปี ที่ยากคือรักษายังไงให้ดีต่อเนื่อง เพราะคู่แข่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่เราไม่แข่งกับใคร แข่งกับตัวเองมากกว่า” กลยุทธ์ที่จะใช้มัดใจผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการ คือนวัตกรรมทางการแพทย์ โดยเฉพาะเทคนิคบางมด ที่ย้ำว่าเป็นเครื่องหมายการค้าที่บอกให้รู้ถึงความแตกต่าง และตัวตนของโรงพยาบาล ตลอดจนคุณภาพการรักษา

“คนที่จะเป็นผู้นำด้านนี้ต้องหาเทคนิคใหม่ๆที่ไม่มีตลาด ตอบโจทย์คนไข้คือสวยเป็นธรรมชาติ เจ็บน้อยบวม น้อยหายเร็ว เพราะถ้าทำเหมือนกัน ก็ต้องสู้กันที่ราคา กลายเป็น Red Ocean เราต้องหา Blue Ocean”

นอกจากนี้ การวางแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)ปีหน้า เป็นอีกหนึ่งแนวทางเพื่อรักษาการเป็นผู้นำ เพราะแผนดังกล่าวจะช่วยให้โรงพยาบาลสามารถระดมทุนเงินหลัก “พันล้านบาท” เพื่อนำมาขยายโรงพยาบาลแห่งใหม่บนเนื้อที่ 5 ไร่บริเวณใกล้เคียงที่เดิม แบ่งการรักษาให้เป็นสัดส่วน โรงพยาบาลเดิมไว้รองรับผู้ป่วยทั่วไป ส่วนอาคารสูง 10 ชั้นแห่งใหม่ จะถูกเนรมิตรเป็นศูนย์ศัลยกรรมที่ครบเครื่องมากขึ้น แบ่งเป็นสัดส่วน ให้แต่ละชั้นรักษาเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นศัลยกรรมทรวงอก, จมูก, ตา เป็นต้น

แผนเข้าตลาดนี้ เป็นไอเดียของพ่อ แต่ต้องการให้บรรดาทายาททำหน้าที่ “สานต่อ” ให้เป็นรูปร่าง กระนั้น คนรุ่นใหม่เช่นหมอธนัญชัย ก็เสนอไอเดียให้คนรุ่นเก่าก่อนเห็นชอบ นั่นคือ “การทำตลาด” ผ่านช่องทางใหม่ๆ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดีย จากเมื่อก่อนไม่มีเลย! “ไม่มีแผนกการตลาดด้วยซ้ำ” เจ้าตัวเล่าเสียงสูงและขยายยความว่า พ่อทำศัลยกรรมให้คนมีชื่อเสียง ใช้หลักทำให้เห็นผลแล้วเน้นคนบอกต่อ แต่ยุคนี้ต้องทำให้คนรู้ว่าเรามีอะไร ทำอะไร ไม่ได้ชวนเชื่อ แต่ให้รู้ว่ามีบริการด้านไหน

“พ่อสอนตั้งแต่เด็กว่า ถ้าทำงานออกมาดีที่สุด คนจะรู้เอง” ซึ่งเขาก็เชื่อเช่นนั้น เพราะต่อให้โฆษณาสรรพคุณ ชวนเชื่อเพียงใด ถ้าศัลยกรรม รักษาคนไข้ออกมาไม่ดีดังว่า ผู้บริโภคเป้าหมายก็จะหายไป และ “อีกอย่างที่พ่อบอก คือเราต้องซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ในแง่โรงพยาบาลคือ คนไข้มาปรึกษา เราต้องบอกข้อเท็จจริงหมด บางอย่างทำได้ บางอย่างทำไม่ได้ และเมื่อทำไม่ได้คือไม่ได้ เพราะโครงสร้างแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่ใช่เราทำได้สวยหมดทุกอย่าง ถ้าเกินความสามาถทางการแพทย์ก็ต้องบอกตรงๆ ว่าทำไม่ได้ หรือทำได้แค่ไหน ข้อดีข้อเสียมีอะไร แล้วให้คนไข้ตัดสินใจ นี่คือหลักซื่อสัตย์”

การสวมสองบทบาท เป้าหมายใหญ่วันนี้ ในหน้าที่หมอ แน่นอนต้องรักษาคนไข้ให้หายป่วย ไม่ว่าจะเป็นโรคอะไร ศัลยกรรมให้คนไข้แล้วต้องพึงพอใจ “สูงสุดของหมอมีแค่นี้ รักษาคนไข้หาย” ส่วนมุมธุรกิจต้องการให้ทุกคนที่ต้องการศัลยกรรมให้นึกถึงบางมดเป็นอันดับแรก เป็นโรงพยาบาลที่อยู่ในใจ(Top of mind)

เกือบ 15 ปี ที่พิสูจน์ตัวเองบนเส้นทางนักศึกษาแพทย์ อดทนมุ่งมั่นจนเรียนจบ ทว่า บททดสอบใหม่เหล่านี้เพิ่งเริ่มต้น มีความท้าทายและการประสบความสำเร็จ!รออยู่เบื่องหน้า

“พ่อประสบสำเร็จมาก ถ้าพูดชื่อพ่อ ทุกคนรู้จักกันหมด ดารารู้จักกันหมด ดาราทำศัลยกรรมกับพ่อ ส่วนผมมารักษาผ่าตัดใหม่ๆ ใครๆก็ไม่ทำ เพราะมองว่าจบใหม่ ไม่มีชื่อเสียง ไม่มีอะไร คนไข้ก็ทำกับพ่อหมด แทบไม่มีเคสของตัวเอง ต้องช่วยคุณพ่อ มันท้าทายที่เราเดินตาม เหมือนคนมองว่าผมโชคดี พ่อสอนหมด..ก็จริง เราทำได้หมด แต่เอาเข้าจริงคนนึกถึงพ่อ ทำไงให้เดินได้ด้วยตัวเอง หลุดจากเงาพ่อ” ตรงนี้ต้องใช้เวลานาน และเกิดอาการ “ท้อ” ได้ ทว่า “พ่อบอกว่า ไม่มีความสำเร็จใด ได้มาง่าย ได้มาง่ายก็หายไปง่าย”