วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หมดเวลาเหยียบเบรค 'เน็ตเบย์'

ได้เวลาเร่งเครื่องธุรกิจ!! 'พิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์' ผู้ก่อตั้ง บมจ.เน็ตเบย์ โชว์พันธกิจผลักดันรายได้กว่าปีละ 22% ไม่รอช้าเกาะติดนโยบายรัฐ

'เศรษฐกิจยุคดิจิตอล (Digital Economy) นโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน กำลังจะส่งผลดีหุ้นไอพีโอน้องใหม่ที่กำลังจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ ราคาหุ้นละ 4 บาท มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 1 บาท'

'พิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เน็ตเบย์ หรือ NETBAY ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) บอกสตอรี่ใหม่ผลักดันฐานะกับ 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week' 

การขยับตัวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในครานี้แน่นอนว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง 'พิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์' และ บมจ.อินเทอร์เน็ตประเทศไทย หรือ INET ถือหุ้นในสัดส่วน 60%และ 20% ตามลำดับ รวมถึง 'อัครเดช โรจน์เมธา' (ผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.โซลาร์ตรอน หรือ SOLAR) ถือหุ้น INET สัดส่วน 10 ล้านหุ้น

อาจไม่ได้มองเรื่องของเงินระดมทุนที่จะได้รับเป็นหลัก สะท้อนผ่านการแจ้งวัตถุประสงค์การใช้เงินที่ระบุไว้ในไฟลิ่งว่า 'เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน' แต่การเข้าตลาดหุ้นครั้งนี้ อาจต้องการส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

'พิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เน็ตเบย์ ยอมรับว่า ความคิดที่ว่าจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนในงานด้านใดยังไม่ 'ตกผลึก' บอกได้เพียงว่า อาจนำไปลงทุนต่อยอดพัฒนาแพลทฟอร์มของตัวเอง หรือนำไปซื้อแพลทฟอร์มของคนอื่นแล้วนำมาพัฒนาต่อ หรือเข้าไปถือหุ้นในบริษัทอื่นๆ ทุกอย่างล้วนแล้วเป็นเรื่องของอนาคตที่ยังไม่สามารถแจกแจงรายละเอียดได้ 

'เมื่อเรามีเงินอยู่ในมือ ย่อมมีโอกาสที่เลือกสิ่งที่ดีที่สุด ฉะนั้นอะไรโผล่เข้ามาก็สามารถหยิบจับได้ทันที แต่ถ้าไม่มีสตางค์จะทำอะไรก็ลำบาก'

หากพิจารณาการเติบโตขององค์กรแห่งนี้จะพบว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2558) บริษัทมีรายได้รวม 149.30 ,184.74 และ 223.81 ล้านบาท ตามลำดับ เฉลี่ยเติบโตปีละกว่า 22%

แต่หลังจากนี้บริษัทจะไม่ 'เหยียบเบรค' อีกต่อไป หากมีโอกาสที่ดี หรือดีลดีๆเข้ามาเราพร้อมเติบโตก้าวกระโดด เขาบอกถึงวิสัยทัศน์หลังเข้าตลาดหุ้น

'ใครปรับตัวได้เร็วกว่า คนนั้นเป็นผู้ชนะ' ผู้ก่อตั้งเน็ตเบย์มีความเชื่อเช่นนั้น วันนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคดิจิตอล หน่วยงานหลากหลายแห่งของรัฐบาล หรือ แม้แต่บริษัทเอกชนกำลังสนใจปรับองค์กร เพื่อต้อนรับ Digital Economy ฉะนั้นเราจะอาศัยจังหวะนี้เข้าไปนำเสนองานกับลูกค้า
บริษัทดำเนินธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มบริการ e-Logistic Trading คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 67% โดยจะให้บริการรับ-ส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (Paperless) เกี่ยวกับสินค้าและการขนส่งที่เกิดขึ้นภายในประเทศและระหว่างประเทศ ปัจจุบันมีบริการให้ลูกค้าเลือก 4 รายการ คือ

1.การให้บริการพิธีการศุลกากรทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (e-Customs Paperless) 2.การชำระค่าภาษีอากรทางอิเล็กทรอนิกส์ (Customs e-Payment) 3.การให้บริการระบบรายงานบัญชีสินค้าเข้าและออกแบบไร้เอกสาร (e-Manifest) 4.ระบบผ่าพิธีการศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์สำหรับของเร่งด่วน (e-Express) ล่าสุดบริษัทถือเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ 1 ใน 3 ของเมืองไทย

ปัจจุบันประเทศไทยมีมูลค่าส่งออกสินค้าเฉลี่ย 15 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น 70% ของจีดีพีประเทศ เท่ากับว่า จะมีผู้นำเข้าและส่งออกเอกสารจำนวนมากในแต่ละปี ฉะนั้นตลาดนี้จะมีขนาดใหญ่มาก ยิ่งเมืองไทยกำลังเดินสู่ยุคดิจิตอล โอกาสจะเห็นตลาดนี้โตขึ้นกว่าเดิมมีความเป็นไปได้

'เราไม่ต้องทำอะไร ธุรกิจก็เติบโตตามตลาด ผมไม่ค่อยห่วงงานส่วนนี้เท่าไร' 

2.กลุ่มบริการ e-Business Services คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 29-30% บริษัทจะให้บริการรายงานข้อมูลลูกค้าที่ทำธุรกรรมกับสถาบันการเงิน รวมถึงให้บริการข้อมูลในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า ซึ่งงานประเภทนี้อนาคตต้องปรับระบบเข้าสู่ดิจิตอลให้หมดตามนโยบายของภาครัฐ 3.กลุ่ม Projects และอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 3% บริษัทจะให้บริการพัฒนาระบบงานสารสนเทศภายในแก่หน่วยงานต่างๆ

เราไม่จำเป็นต้องแตกไลน์ไปสู่ธุรกิจใหม่ ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ยังคงสร้างรายได้จากฐานธุรกิจเดิม ตลาดนี้ใหญ่มากยังขยายตัวได้อีกเยอะ” นายใหญ่ ยืนยัน

แม้ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจจะยังไม่ส่งสัญญาณการฟื้นตัว แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของบริษัท เพราะ “เน็ตเบย์” คือ ผู้ให้บริการรับ-ส่ง และเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางออนไลน์ผ่านทางระบบที่พัฒนาขึ้นมาเอง

'นับวันกิจการของเราจะยิ่งมีบทบาทกับทุกภาคส่วน และมีความจำเป็นในการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น เนื่องจากจะช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดความยุ่งยาก ซับซ้อนในการจัดส่งข้อมูลทางเอกสาร' 

นายใหญ่ เล่าว่า ตอนนี้บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการ e-DLT (Department of Land Transport) เพื่อให้บริการรับ-ส่งและเชื่อมโยงข้อมูลการชำระภาษีรถยนต์ทุกประเภท ระหว่างกลุ่มผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์กับกรมการขนส่งทางบก บริษัทถือเป็นผู้ดำเนินการรายเดียวของบริษัทไทย เพราะยังไม่มีใครโดดเข้ามาทำเรื่องนี้

'หากไม่มีอะไรผิดพลาดระบบจะพร้อมให้บริการปลายปี 2559'

บริการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ให้สามารถชำระภาษีรถยนต์ทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้หลายรายการในคราวเดียว ช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายในการชำระภาษีรถยนต์ รวมถึงช่วยลดภาระให้แก่เจ้าหน้าที่กรมการขนส่งทางบก

'ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีจำนวนรถใหม่ประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคลในเขตกรุงเทพและปริมณฑลต่อปีมากถึง 4-5 แสนคันต่อปี ซึ่งมากกว่า 50% ผู้ซื้อรถจะใช้บริการสินเชื่อจากผู้ให้บริการ' 

เขา ไม่ลืมที่จะวิเคราะห์แนวโน้มผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2 ปี 2559 ว่า ยังคงรักษาอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง หลังสามารถรักษาฐานลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างดี

ขณะที่ความต้องการใช้บริการธุรกรรมรับ-ส่งและเชื่อมโยงข้อมูลทางออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมีนโยบายลดการใช้เอกสารในการรับ-ส่งข้อมูล

เมื่อสอบถามถึงจุดเด่นของบริษัท เขาตอบว่า 1.เป็นผู้สร้างสรรค์ “นวัตกรรมเทคโนโลยี” (Innovative) เพื่อให้บริการในรูปแบบ Software as a Service (SaaS) อย่างครบวงจร ทำให้เกิดการรับ-ส่ง แลกเปลี่ยนข้อมูลธุรกรรมการค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ได้รวดเร็ว มีต้นทุนต่ำและความปลอดภัยสูง

2.สามารถให้บริการ e-Business Service ตลอด 24 ชั่วโมง ภายใต้หลักการ 'Better Faster Cheaper' โดยลูกค้าไม่ต้องใช้งบลงทุนสูง แต่สามารถรับ-ส่งข้อมูลได้รวดเร็วกว่าการใช้เอกสารและคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง หรือคิดค่าบริการเป็นรายเดือน

3.เป็น Omni Channel Connectivity Gateway หรือ ศูนย์กลางการรับ-ส่งและเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมการค้าทางอิเล็กทรอนิกส์แบบไร้เอกสาร (Paperless) จากจุดเดียวเพื่อช่วยลดความซับซ้อนของการทำธุรกรรมการค้า

และ4.มีรายได้ประจำ (Recurring Revenue) จากการให้บริการรับ-ส่งข้อมูลธุรกรรมการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีต้นทุนสินค้าคงคลัง หรือ มีค่าใช้จ่ายในการกระจายสินค้า

'เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างรายได้ประจำที่มั่นคงในระยะยาว และผลักดันการเติบโตจากการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มธุรกิจอื่นๆ เพื่อเพิ่มปริมาณผู้ใช้บริการธุรกรรมออนไลน์ เนื่องจากภาครัฐและภาคเอกชนมีนโยบายรับ-ส่งข้อมูลทางระบบออนไลน์เพิ่มขึ้นทดแทนการใช้เอกสาร' 

บมจ.เน็ตเบย์ ก่อตั้งเมื่อ 17 ปีก่อน จากความชื่อชอบในธุรกิจไอทีเป็นการส่วนตัวของ 'พิชิต วิวัฒน์รุจิราพงศ์' เขาเริ่มต้นทำธุรกิจเป็นตัวแทนนำเข้าเครื่องพิมพ์จากต่างประเทศ แต่ทำได้ไม่นานธุรกิจเริ่มมีกำไรขั้นต้นบางลงเรื่อยๆ เมื่อเห็นทิศทางธุรกิจเป็นขาลง เขาตัดสินใจเลิกกิจการ

แต่มีความชอบเรื่องไอทีจึงหันมาทำธุรกิจ Software ถือว่าเป็นเรื่องยากมากสำหรับเขา เพราะไม่ได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตรง ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน เขาต้องจ่ายเงินค่าจ้างสูงมาก เพื่อให้ต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญด้าน IT เข้ามาช่วยวางระบบบริษัท แต่เมื่อทำงานครบ 2 ปี ระบบที่ต่างชาติวางระบบไว้ สามารถทำงานได้เพียง 2 อย่าง คือ 1.การรับ–ส่ง E-mail 2.การเล่น Internet

เมื่อหมดสัญญาจ้างเขากลับมานั่งทบทวนว่า ในอุตสาหกรรมไอที มีธุรกิจหลักๆ 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มให้บริการออกแบบและติดตั้งระบบด้านเทคโนโลยีวิทยุสื่อสารโทรคมนาคมแบบครบวงจร หรือ SI ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มาก 2.กลุ่ม software house หรือรับจ้างเขียนซอฟท์แวร์ แต่ประเทศไทยในอดีตยังไม่ยอมรับเรื่องนี้เท่าไร

ทว่าเมื่อเข้ามาในธุรกิจไอที ก็บอกตัวเองว่า หากทำธุรกิจเหมือนในตลาด (SI และ software house) บริษัทคงจะ 'ตายก่อนเพื่อน' ดังนั้นจึงกลับมานั่งดูว่า ทำอย่างไรให้ธุรกิจของบริษัท 'เกิดความแตกต่าง'

เมื่อความคิดตกผนึกที่ว่า บริษัทต้องการสร้างโปรดักส์ที่เป็นซอฟท์แวร์และนวัตกรรมเป็นของตัวเอง เพื่อสร้างความแตกต่างจากคนอื่น ช่วงนั้นบริษัทพัฒนาซอฟท์แวร์ให้ลูกค้าและผู้ประกอบการใช้งานฟรี โดยไม่คิดค่าไลน์เซนส์

ผลคือ เจ๊งตั้งแต่ 5 ปีแรกในการทำธุรกิจ (หัวเราะ) สุดท้ายก็ค่อยๆปรับธุรกิจมาเรื่อยๆ จนเสด็จน้ำในที่สุด