วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ERW - ซื้อเก็งกำไร

ประเด็นหลักจากการโรดโชว์

ประเด็นการลงทุน

เราจัดโรดโชว์ให้กับทางนักลงทุนสถาบันในไทยและนักลงทุนรายบุคคล นำโดยคุณกันยะรัตน์ กฤษณเทวินทร์ CFO ที่เน้นย้ำมุมมองของเราว่า ERW เป็นหุ้นที่ยัง ปรับตัวได้ช้ากว่ากลุ่มท่องเที่ยวมากเกินไป (laggard) โดยเรามองว่าในขณะที่เราคาดว่ากำไรหลักจะเติบโตก้าวกระโดดเกือบสามเท่าตัวจากเป็น 338 ล้านบาทในปี 2559 ซึ่งสูงกว่าปีที่สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยเป็นปกติที่สุดคือกำไรหลัก 127 ลบในปี 2556 แต่มูลค่าหุ้น ERW ยังคงซื้อขายต่ำกว่าจุดสูงสุดในปีดังกล่าวที่ 6.65 บาท อยู่ถึง 30% ทำให้เรายังคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ที่ราคาเป้าหมายจากวิธีคิดลดเงินสด (DCF) ณ สิ้นปี 2559 ที่ 5.20 บาท

ผู้ให้บริการ Pure Play ด้านโรงแรมในไทย

สมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคคาดจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 28.8 ล้านคน ในปี 2558 เป็น 47.2 ล้านคน ในปี 2563 โดยหุ้นในกลุ่มท่องเที่ยวที่เราแนะนำน้ำมีเพียง ERW ที่มีผลประกอบการจากสินทรัพย์ที่สัมพันธ์กับการท่องเที่ยวในประเทศไทยมากที่สุด ผนวกกับฐานผลประกอบการที่ต่ำในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2558 เนื่องจากเหตุการณ์ระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม ในวันที่ 17 ส.ค. 2558 ทำให้เราคาดกำไรหลักของ ERW เติบโตสูงถึง 71 % ในปี 2559 และเติบโต 76% YoY ในช่วงครึ่งปีหลัง 2559 ซึ่งนับว่าเป็นบริษัทเล็กแต่โดดเด่นมากที่สุดในกลุ่ม โดยเราคาดอัตราการเข้าพักโรงแรมทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 80 % ในปี 2559 (เพิ่มขึ้น 7% YoY) และจำนวนห้องพักจะเพิ่มขึ้น 11% YoY เป็น 6,310 ห้อง โดยตั้งเป้ารายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก ในปี 2559 ที่ 11 % สำหรับโรงแรมระดับหรู, 10% สำหรับโรงแรมระดับกลาง, 12% สำหรับโรงแรมระดับชั้นประหยัด และ 36 % สำหรับโรงแรมระดับล่าง

บริษัทยังคงมีกำไรแม้อยู่ในช่วงโลว์ซีซั่น

เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ ERW จะมีกำไรหลักจากการดำเนินงานไตรมาส 2/59-3/59 ในช่วงโลว์ซีซั่น ซึ่งคาดว่าในทุกประเภทของโรงแรมจะมีการฟื้นตัว โดยโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ มีอัตราการเข้าพักที่น่าประทับใจอยู่ที่ 79% นับตั้งแต่ต้นไตรมาส 2/59 จนถึงปัจจุบัน (เพิ่มขึ้น 4% YoY) และราคาห้องพักปรับเพิ่มขึ้นได้ 7% YoY นอกจากนี้ทำให้โดยเฉลี่ยทั้งหมด ERW มีอัตราการเข้าพักตั้งแต่ต้นไตรมาส 2/59 ถึงปัจจุบัน อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่สูงถึง 80% เพิ่มขึ้น 6% YoY โดยหากวิเคราะห์เฉพาะรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักเดิมนั้นพบว่าเติบโต 4% YoY ในช่วงต้นไตรมาส 2/59 จนถึงปัจจุบัน ทำให้เราคาดว่าบริษัทจะมีกำไรหลักเล็กน้อยในไตรมาส 2/59 และกำไรหลักดีขึ้นในไตรมาส 3/59โดยหลังจากช่วงถือศีลอดสิ้นสุดต้นเดือน ก.ค จะเป็นช่วงไฮซีซั่นที่นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางจะกลับมาใช้บริการโรงแรมเจ ดับบลิว แมริออท และอุปสงค์จาก MICE ที่จะฟื้นตัวในโรงแรมแกนด์ ไฮแอท เอราวัณ ในไตรมาส 3/59-4/59ทั้งนี้บริษัทจะมีการบันทึกกำไรจากการขายอาคารพาณิชย์ซึ่งจะหนุนกำไรสุทธิในไตรมาส 2/59-3/59 อีกด้วย


ยังมุ่งเน้นการเติบโตในระยะยาวเป็นหลัก

ERW ตั้งเป้าการเติบโตของกำไรในระยะยาวด้วยวางแผนจะเปิดโรงแรมเพิ่มจาก 33 โรงแรม รวม 5,676 ห้อง ณ สิ้นปี 2558 เป็น 90 โรงแรม รวม 10,000 ห้อง ภายในสิ้นปี 2563 โดยกระจายเพิ่มขึ้นในกลุ่มที่มิใช่ 5 ดาว และพื้นที่หลากหลายมากขึ้น โดยโรงแรมที่ไม่ใช่ระดับหรู 5-ดาว จะเพิ่มส่วนแบ่ง EBITDA มาเป็น 65% ของ EBITDA หมดในปี 2563 จาก 53% ในปี 2558 นอกจากนี้ ERW จะเปิดให้บริการโรงแรมในต่างประเทศเป็นครั้งแรกคือ โรงแรมฮอปอินน์ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงเดือน ธ.ค. 2559 โดยตั้งเป้าส่วนแบ่ง EBTIDA ที่ 13% จากการเปิดให้บริการโรงแรมฮอปอินน์ในประเทศฟิลิปินส์ จำนวน 20 แห่ง ที่ประเทศฟิลปปินส์ ภายในสิ้นปี 2563 ทั้งนี้เราคาดว่าในช่วงเดือน ส.ค. 2559 บริษัทจะประกาศแผนสร้างโรงแรมใหม่อีก 2 แห่งในกรุงเทพ (โรงแรม 3 และ 4 ดาว)

ยังมองแผนเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้นจากการขายสินทรัพย์

ERW ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำ REIT ในปีนี้ เนื่องจากบริษัทไม่มีข้อจำกัดด้านการเงินใด ๆ และเรามองว่าบริษัทไม่มีรวามเร่งรีบในการขายสินทรัพย์เข้า REIT ในปีนี้เนื่องจากกำไรในปี 2559 เติบโตโดดเด่นมากอยู่แล้ว โดยเวลาที่เหมาะสมน่าจะเป็นปีหน้า เพื่อหนุนกำไรสุ่ทธิให้เติบโตมากขึ้นในปี 2560 มากกว่า ทั้งน้าหากบริษัทขายสินทรัพย์เข้า REIT นั้น จะส่งผลให้เกิดกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ซึ่งเป็นการเพิ่มประมาณการกำไรของเราและเพิ่มอัตราผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นอย่างมีนียสำคัญในอนาคต เนื่องจาก EW มีมูลค่าทรัพย์สินแฝงอยู่สูงจากการคำนวณของเราที่มูลค่าทดแทนสูงถึง 7.5 บาทต่อหุ้นโดยบริษัทแนะถึงขนาด REIT อยู่ที่ 1.5 – 2 พันล้านบาท ซึ่งอาจเกิดในปี 2560 โดยเราคาดว่าสินทรัพย์ที่อาจขายเข้า REIT น่าจะเป็น โรงแรมไอบิส ที่เปิดให้บริการในต่างจังหวัดของปรเทศไทยมาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี 2551-2552 ซึ่งมีผลงานพิสูจน์ชัดเจน