เกษตรฯ ตั้งคณะอนุกก.ศึกษาแนวทางตั้งธนาคารสหกรณ์ ก่อนส่งคลังดำเนินการต่อ คาดแล้วเสร็จใน 9 เดือน หวังดึงเงิน 2.4 ล้านล้านช่วยสมาชิกสหกรณ์
นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปลัดกระทรวงการคลังได้มีแนวคิดที่จะเข้ามาดูแลเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ทั้งระบบนั้น เรื่องดังกล่าวถือเป็นข้อสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้สหกรณ์ จำนวน 7,200 แห่งทั่วประเทศมีความเข้มแข็ง มีการบริหารงานที่เป็นมืออาชีพ และมีการดำเนินงานที่โปร่งใสปราศจากการทุจริต กระทรวงเกษตรฯในฐานะที่รับผิดชอบดูแลงานด้านสหกรณ์โดยตรงจึงได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการจัดตั้งธนาคารสหกรณ์ขึ้น โดยมีตนประธาน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มประชุมนัดแรกได้ภายในสัปดาห์หน้า
โดยภายหลังจากที่คณะอนุกรรมการฯพิจารณาได้ข้อสรุปรูปแบบการจัดตั้งสหกรณ์แล้ว ก็จะเสนอให้คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) ซึ่งมีพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบ หลังจากนั้นก็จะเสนอให้กระทรวงการคลังรับหน้าที่ไปดำเนินการต่อไป
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อให้เงินในกระบวนการสหกรณ์ของไทยรวม 8,000 แห่ง ที่มีทุนดำเนินการในขณะนี้รวม 2.4 ล้านล้านบาท จากสมาชิกรวม 11 ล้านครัวเรือน ให้เป็นประโยชน์กับสหกรณ์และสมาชิก ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี จากปัจจุบันที่เงินเหล่านี้สามารถนำไปลงทุนได้เพียงการซื้อตราสารหนี้และพันธบัตรที่รัฐบาลเป็นประกันเท่านั้นตามพรบ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 ดังนั้นกรมส่งเสริมสหกรณ์จึงเสนอให้พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาโครงสร้างคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการจัดตั้งธนาคารสหกรณ์ขึ้น ซึ่งจะมีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธานและประกอบด้วยกรรมการที่มาจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ภาคสหกรณ์ กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานอัยการสูงสุด
อนุกรรมการชุดนี้จะทำหน้าที่ทบทวนแผนการจัดตั้งธนาคารสหกรณ์ทั้งหมดให้แล้วเสร็จภายใน 9 เดือนเพื่อเสนอให้คณะกรรมการพัฒนาสหกรณ์แห่งชาติ(คพช.) ส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาดำเนินการต่อไป โดยคณะอนุกรรมการฯ จะมีศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดสถาบันการเงิน จัดตั้งในรูปของรัฐวิสาหกิจที่มีเงินทุนประเดิมจากการร่วมทุนประมาณ 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินลงทุนจาก เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์(กพส.) 5,000 ล้านบาท เงินทุนสำรองสหกรณ์ 10 % ของกำไรในแต่ละปี วงเงิน 5,000 ล้านบาท และเงินดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องสหกรณ์ จำนวน 1 % ของกำไรแต่ละสหกรณ์ วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยการจัดตั้งธนาคารสหกรณ์ต้องเสร็จเป็นรูปธรรมทั้งองค์กรและหน่วยงานการกำกับดูแล









