วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'เชฟรอน' ตั้งเป้าลดพนักงานราว 800 คน

"เชฟรอน" ตั้งเป้าลดพนักงานราว 800 คน ตามแผนการลดต้นทุนของบริษัทแม่ หลังราคาน้ำมันต่ำต่อเนื่อง ยืนยันยังเดินหน้าธุรกิจในไทย

นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวภายหลังการเข้าพบนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานว่า ได้มารายงานถึงแผนดำเนินการในประเทศไทย โดยเฉพาะกรณีการปรับลดพนักงาน ซึ่งทางบริษัทได้แจ้งพนักงานอย่างเป็นทางการ ทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด โดยต้องลดบุคลากร 20% หรือประมาณ 800 ตำแหน่ง จากพนักงานเชฟรอนประเทศไทยฯ ประมาณ 2,200 คน และมีพนักงานจากบริษัทผู้รับเหมาประมาณ 1,700 คน ซึ่งบริษัทมีแผนการจ่ายเงินค่าชดเชยที่เหมาะสมตามอายุงานของพนักงานและไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด

โดยการดำเนินการเป็นไปตามแผนการลดต้นทุนที่บริษัทแม่ให้ดำเนินการทั่วโลก สืบเนื่องจากสภาวะราคาน้ำมันที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องและความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่ลดลง ซึ่งผังองค์กรใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป ซึ่งในส่วนของการลดพนักงานถือว่าเป็น 1 ใน 3 ส่วนของแผนงานที่จะลดต้นทุนรวม 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 17,500 ล้านบาทภายในปี 59

"นับเป็นครั้งแรกที่เชฟรอนประเทศไทยฯ ต้องลดพนักงานหลังจากเคยปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่เชฟรอนฯเข้ามาซื้อกิจการยูโนแคล ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ก็เป็นหนึ่งในแผนที่จะสนับสนุนให้บริษัทสามารถลงทุนได้อย่างยาวนานในประเทศไทย"นายไพโรจน์ กล่าว

นายไพโรจน์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมเชฟรอนที่จะหมดอายุในปี 65 นั้นทางบริษัทได้เสนอความคิดเห็นทั้งหมดแก่ทางกระทรวงพลังงานไปแล้ว ขณะนี้รอเพียงรัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร โดยทุกอย่างควรจะเจรจายุติได้ภายในต้นปี 60 เพื่อที่ทางบริษัทจะได้วางแผนการลงทุนในการรักษากำลังการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

นางบุญบันดาล ยุวนะศิริ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า คณะกรรมการปิโตรเลียม ซึ่งมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานจะประชุมกันใน 1-2 สัปดาห์นี้ เรื่องการบริหารจัดการแห่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุสัมปทานทั้งแหล่งเชฟรอนและบงกชในปี 65 และปี 66 ซึ่งจะมีการเสนอความเห็นการดำเนินการ ทั้งรูปแบบการเจรจา จ้างผลิตและเปิดประมูล ซึ่งขึ้นกับรัฐบาลจะเลือกใช้แนวทางใด มีเหตุผลประกอบชัดเจน ซึ่งเมื่อคณะกรรมการฯ เห็นชอบแล้วก็จะเสนอรมว.พลังงานและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ต่อไป หลังจากนั้นจะเริ่มกระบวนการและจะได้เอกชนเข้ามาบริหารแหล่งปิโตรเลียม 2 แหล่งนี้ภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า เพื่อให้สามารถวางแผนผลิตในการรักษากำลังผลิตทั้ง 2 แหล่งต่อ ไม่กระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศ

แหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในเดือนมี.ค.65 มี 4 แปลงในแหล่งก๊าซฯเอราวัณ และใกล้เคียง ของบริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด และแหล่งก๊าซฯที่จะหมดอายุในเดือนมี.ค.65 และเม.ย.66 มี 3 แปลงในแหล่งบงกช ของบมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) โดยแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแหล่งดังกล่าวนั้นมีปริมาณการผลิตรวมกันราว 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน หรือคิดเป็นราว 76% ของการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทย