"เชฟรอน" ตั้งเป้าลดพนักงานราว 800 คน ตามแผนการลดต้นทุนของบริษัทแม่ หลังราคาน้ำมันต่ำต่อเนื่อง ยืนยันยังเดินหน้าธุรกิจในไทย
นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวภายหลังการเข้าพบนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงานว่า ได้มารายงานถึงแผนดำเนินการในประเทศไทย โดยเฉพาะกรณีการปรับลดพนักงาน ซึ่งทางบริษัทได้แจ้งพนักงานอย่างเป็นทางการ ทั้งส่วนกลางและต่างจังหวัด โดยต้องลดบุคลากร 20% หรือประมาณ 800 ตำแหน่ง จากพนักงานเชฟรอนประเทศไทยฯ ประมาณ 2,200 คน และมีพนักงานจากบริษัทผู้รับเหมาประมาณ 1,700 คน ซึ่งบริษัทมีแผนการจ่ายเงินค่าชดเชยที่เหมาะสมตามอายุงานของพนักงานและไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด
โดยการดำเนินการเป็นไปตามแผนการลดต้นทุนที่บริษัทแม่ให้ดำเนินการทั่วโลก สืบเนื่องจากสภาวะราคาน้ำมันที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องและความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่ลดลง ซึ่งผังองค์กรใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นไป ซึ่งในส่วนของการลดพนักงานถือว่าเป็น 1 ใน 3 ส่วนของแผนงานที่จะลดต้นทุนรวม 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 17,500 ล้านบาทภายในปี 59
"นับเป็นครั้งแรกที่เชฟรอนประเทศไทยฯ ต้องลดพนักงานหลังจากเคยปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ที่เชฟรอนฯเข้ามาซื้อกิจการยูโนแคล ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ก็เป็นหนึ่งในแผนที่จะสนับสนุนให้บริษัทสามารถลงทุนได้อย่างยาวนานในประเทศไทย"นายไพโรจน์ กล่าว
นายไพโรจน์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการบริหารจัดการแหล่งปิโตรเลียมเชฟรอนที่จะหมดอายุในปี 65 นั้นทางบริษัทได้เสนอความคิดเห็นทั้งหมดแก่ทางกระทรวงพลังงานไปแล้ว ขณะนี้รอเพียงรัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร โดยทุกอย่างควรจะเจรจายุติได้ภายในต้นปี 60 เพื่อที่ทางบริษัทจะได้วางแผนการลงทุนในการรักษากำลังการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง
นางบุญบันดาล ยุวนะศิริ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า คณะกรรมการปิโตรเลียม ซึ่งมีปลัดกระทรวงพลังงานเป็นประธานจะประชุมกันใน 1-2 สัปดาห์นี้ เรื่องการบริหารจัดการแห่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุสัมปทานทั้งแหล่งเชฟรอนและบงกชในปี 65 และปี 66 ซึ่งจะมีการเสนอความเห็นการดำเนินการ ทั้งรูปแบบการเจรจา จ้างผลิตและเปิดประมูล ซึ่งขึ้นกับรัฐบาลจะเลือกใช้แนวทางใด มีเหตุผลประกอบชัดเจน ซึ่งเมื่อคณะกรรมการฯ เห็นชอบแล้วก็จะเสนอรมว.พลังงานและคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ต่อไป หลังจากนั้นจะเริ่มกระบวนการและจะได้เอกชนเข้ามาบริหารแหล่งปิโตรเลียม 2 แหล่งนี้ภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า เพื่อให้สามารถวางแผนผลิตในการรักษากำลังผลิตทั้ง 2 แหล่งต่อ ไม่กระทบต่อการผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศ
แหล่งปิโตรเลียมที่จะหมดอายุในเดือนมี.ค.65 มี 4 แปลงในแหล่งก๊าซฯเอราวัณ และใกล้เคียง ของบริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด และแหล่งก๊าซฯที่จะหมดอายุในเดือนมี.ค.65 และเม.ย.66 มี 3 แปลงในแหล่งบงกช ของบมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) โดยแหล่งปิโตรเลียมทั้งสองแหล่งดังกล่าวนั้นมีปริมาณการผลิตรวมกันราว 2,200 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน หรือคิดเป็นราว 76% ของการผลิตก๊าซฯในอ่าวไทย









