“พาณิชย์” เผย เจอพ่อค้าขี้ฉ้อ นำเข้ามังคุดอินโดนีเซีย สวมสิทธิ์และส่งออกภายใต้ชื่อ “ผลไม้เมืองจันทบุรี” หลังปริมาณผลผลิตปีนี้ลดลง 20%
นางสาวชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้พาณิชย์จังหวัดจันทบุรี,ผู้ว่าราชการ,ทหารและศุลกากรเข้มงวดในการตรวจการนำเข้ามังคุดจากเพื่อนบ้านโดยเฉพาะอินโดนีเซียเพื่อป้องกันปัญหาการสวมสิทธิ์มังคุดไทยเพื่อส่งออกไปประเทศอื่น เนื่องจากที่ผ่านมามีพ่อค้าบางรายแอบนำมังคุดที่นำเข้าจากอินโดนีเซียเฉลี่ยราคากก.ละ40-50 บาท แล้วส่งออกไปจำหน่ายที่ประเทศจีนราคา กก.ละ 160-170 บาท หากไม่เข้มงวดตรวจสอบจะสร้างความเสียหายกับภาพลักษณ์ผลไม้ไทยได้ เพราะคุณภาพและรสชาติมังคุดอินโดนีเซียจะต่ำกว่ามังคุดของไทยมาก
“ปกติมังคุดจากเพื่อนบ้านก็สามารถนำเข้าไทยได้ปกติ แต่ต้องมีการผ่านการตรวจสอบเกี่ยวโรคและอื่นๆก่อน แต่พาณิชย์จังหวัดจันทบุรีได้รายงานว่าตอนนี้มังคุดมีราคาแพงจากภัยแล้งจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดจีน ทำให้พ่อค้าบางรายแอบนำมังคุดราคาถูกๆจากเพื่อนบ้านมาสิทธิ์แล้วส่งออกเพื่อฟันกำไรส่วนต่าง ดังนั้นทางกระทรวงจำเป็นต้องปราบปรามและป้องกันอย่างเข้มงวด”นางสาวชุติมา กล่าว
นอกจากนี้ ยังมีมีนายทุนจากจีนเข้ามาร่วมกับชาวไทยตั้งโรงรับซื้อและคัดบรรจุผลไม้ หรือที่เรียกกันว่าล้ง มากขึ้น เพื่อรับซื้อผลไม้จากสวนของเกษตรกรเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน โดยพบว่านายทุนหลายรายได้แต่งงานกับคนไทยเพื่อสามารถดำเนินกิจการได้สะดวกทั้งด้านกฎหมาย, การเงินทุน, การบริหารจัดการ, การหาผลไม้และแรงงาน เนื่องจากในปัจจุบันการแข่งขันซื้อผลไม้ทั้งทุเรียน มังคุด ลำไย มีการแข่งขันสูงจากปัญหาภัยแล้งจนทำให้ผลผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพออกมาไม่เพียงพอต่อความต้องการผู้บริโภคในจีน
“การเข้ามาลงทุนของล้งจีนถือว่าไม่ผิดกฎหมายและที่สำคัญรัฐบาลก็มีมาตรการในการสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนอยู่แล้ว แต่ในอนาคตไทยก็คงต้องมีมาตรการในการดูแลเกษตรกรและล้งที่เป็นคนไทยด้วยเพราะอาจจะถูกเอารัดเอาเปรียบได้ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันการเข้ามาของล้งจีนสามารถช่วยให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้นจากการให้ราคาที่สูงในการรับซื้อผลไม้”นางสาวชุติมา กล่าว
สำหรับการติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตรและวางแผนบริหารจัดการก่อนที่ผลผลิตจะออกสู่ตลาดว่าในภาพรวมผลผลิตผลไม้จะลดลงทุกชนิด โดยผลผลิตในภาคตะวันออกนั้นเงาะ คาดว่าผลผลิตจะออกมาประมาณ 175,000 ตัน ลดลงจากปีก่อน 18.6% มังคุด 110,000 ลดลง 3.7% ทุเรียน 316,000 ตัน ลดลง 6.38% ยกเว้นลองกอง 56,000 ตัน ผลผลิตเพิ่มขึ้น 7.5% โดยผลผลิตได้ทยอยออกมาตั้งแต่พ.ค.-ก.ค. อย่างไรก็ตามผลผลิตในภาคใต้ในภาพรวมคาดว่าจะเพิ่มขึ้น คือลองกอง 84,000 ตันเพิ่มขึ้น 8.9% ทุเรียน 254,000 ตัน เพิ่มขึ้น 6.3% มังคุด 113,000 ตันเพิ่มขึ้น ถึง 37% และเงาะ 74,000 ตัน เพิ่มขึ้น 5% ซึ่งผลผลิตจะทยอยออกมาในช่วงเดือนก.ค. หลังจากผลผลิตในภาคตะวันออกหมดไป
นายนิอันนุวา สุไลมาน พาณิชย์จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ภาคเอกชนเสนอให้จังหวัดจันทบุรี เป็นฮับ หรือศูนย์กลางการค้าขาย และทำธุรกิจล้งผลไม้ ในประเทศไทย เพื่อให้การบริหารจัดการล้งเป็นระบบ ง่ายต่อการควบคุมดูแล และช่วยเพิ่มการลงทุนจากต่างชาติ โดยในปัจจุบันล้งผลไม้อยู่ในจังหวัดจันทบุรี ประมาณ 150 ราย เพิ่มขึ้นจาก 80 รายในช่วงก่อนหน้า ส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจชาวจีนสนใจมาร่วมลงทุนกับไทย
“ในการดูแลแก้ปัญหาซื้อขายผลไม้ล่วงหน้าผ่านล้ง ทางภาครัฐได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าดูแล โดยในปีหน้า การจะซื้อผลไม้จะต้องประเมินราคาหลังจากมีการออกช่อ จากเดิมที่ประเมินก่อนผลไม้ออกช่อ เพื่อป้องการทิ้งใบสัญญาการสั่งซื้อ ซึ่งอาจกระทบต่อเกษตรกร และทำให้ผลผลิตล้นตลาดและราคาตกได้”นายนิอันนุวา กล่าว








