วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลงทุนอิงปัจจัยพื้นฐาน...ว่าด้วยหุ้น Defensive

ในความเป็นจริงแล้ว เราไม่สามารถบอกได้ว่าราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงเมื่อไร และเท่าไร

เพราะองค์ประกอบและปัจจัยที่กำหนดการเปลี่ยนแปลงมีมากเกินกว่าที่เราจะเอามาวิเคราะห์ได้ทั้งหมด คำถามก็คือ แล้วเราจะลงทุนกันอย่างไร? 

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานบริษัทในเชิงลึกเป็นทางหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เห็นภาพและตัดสินใจลงทุนได้ โดยการประเมินมูลค่าหุ้นอย่างเป็นกลาง (ไม่มองในแง่ดีหรือร้ายเกินไป) ช่วยให้เรามีแนวในการตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้นได้ โดยหากราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมก็ซื้อลงทุนได้ ถ้าสูงกว่าก็ขายออกไป แล้วหาหุ้นตัวใหม่มาลงทุนแทน

ทั้งนี้ทั้งนั้น มูลค่ายุติธรรมของหุ้นก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เมื่อปัจจัยแวดล้อมเปลี่ยนและเวลาเปลี่ยน เราจะยึดติดกับมูลค่าหุ้นที่เคยประเมินไว้ตลอดเวลาไม่ได้ เพียงแต่มูลค่ายุติธรรมก็จะไม่เปลี่ยนเร็วและไม่เปลี่ยนมากถ้าปัจจัยที่เกี่ยวข้องไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

ในวันนี้เราจะคุยกันถึงหุ้น Defensive ซึ่งหุ้นประเภทนี้น่าสนใจในแง่ที่ว่า มูลค่าหุ้นไม่เปลี่ยนแปลงมากเมื่อปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการเมืองเปลี่ยนแปลง เพราะรายได้และกำไรของหุ้นค่อนข้างแน่นอนและมีเสถียรภาพ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี การเมืองจะเปลี่ยน พรรคไหนจะเป็นผู้นำรัฐบาล ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ และยังสามารถจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ต่อเนื่อง แต่ข้อจำกัดของกลุ่มนี้ คือ อัตราการเติบโตของรายได้และกำไรไม่สูง โดยหลักก็จะเติบโตในอัตราที่ใกล้เคียงกับเศรษฐกิจหรือสูงกว่าเล็กน้อย เช่น จีดีพีเติบโต 3% กำไรของหุ้นกลุ่มนี้ก็จะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งหุ้น Defensive จะอยู่ในกลุ่มที่อิงกับการอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยารักษาโรค ที่พักอาศัย น้ำประปา ไฟฟ้า ให้เช่าพื้นที่ในทำเลทอง เป็นต้น

ในยามที่เศรษฐกิจภายในซบเซาและปัจจัยภายนอกไม่แน่นอน หุ้น Defensive เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจในกรณีที่เราจัดพอร์ตการลงทุนแบบที่มี Position ในหุ้นทุน (Equity) อยู่ด้วย เพราะหุ้น Defensive ทำให้พอร์ตเราผันผวนน้อยกว่าตลาด และให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเข้ามาช่วยเสริมด้วย

เป็นที่แน่นอนว่าราคาหุ้น Defensive มีโอกาสสูงที่จะ Underperform ตลาดถ้าอยู่ในช่วงตลาดขาขึ้น (Bullish Market) เนื่องด้วยการลงทุนในช่วงนั้นมักจะเน้นไปยังหุ้นเติบโตสูงมากกว่า เพราะนักลงทุนมีอัตราการยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจดี ภาวะตลาดหุ้นสดใส จึงสนใจเข้าไปลงทุนในหุ้นที่รายได้ & กำไรขยายตัวแกร่งและยอมรับระดับ P/E ที่สูงได้ แต่ในช่วงปี 2559 นี้เห็นว่าเราควรใช้ความระมัดระวังเรื่อง Valuation ของตลาดให้มากขึ้น เพราะอาจไม่สามารถยืนอยู่บนระดับ P/E ที่สูงมากได้นาน เนื่องจากความผันผวนทางการเงินมีมากขึ้น รวมทั้งเศรษฐกิจก็ยังซบเซากันทั่วโลก

และอย่างที่ว่ากันว่างานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา งานเต้นรำและดนตรีย่อมมีวันจบ เช่นเดียวกัน ราคาหุ้นที่ปรับขึ้นก็มีวันที่จะอ่อนตัวลงเพราะเกินมูลค่ายุติธรรมและปัจจัยพื้นฐานไปมากหรือยืนสูงอยู่นานพอควรแล้ว ดังนั้นการลงทุนจึงไม่ใช่การถือหุ้นนิ่งๆ ตลอดเวลาแม้ว่าจะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและธุรกิจ Defensive มากก็ตาม เราต้องติดตาม Valuation คือ ความถูกแพงของราคาหุ้นเพื่อทำการ Rebalancing พอร์ตเป็นระยะๆ ให้ได้อัตราผลตอบแทนที่ดีบนความเสี่ยงในการลงทุนที่เหมาะสม