วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

MORNING CALL ACTION NOTES (4 พ.ค.59)

ปัจจัยลบกดดัน

SET วานนี้ปรับตัวลงจากแรงขายหุ้นกลุ่มพลังงานหลังจากราคาน้ำมันทรุดตัวลง รวมถึงตัวเลข PMI ทั้งภาคการผลิตและบริการของจีนชะลอตัวลง ส่งผลให้ SET ปิดที่ 1,397.87 จุด (-6.74 จุด) Vol. 3.3 หมื่นลบ. โดย Foreign Net +439 ลบ. , Net TFEX -730 สัญญา

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย

- ตลาดหุ้น DJ -140.25 หลังจากราคาน้ำมันทรุดตัวลงรวมถึงตัวเลข PMI ภาคการผลิตในเดือนเม.ย.ของจีนปรับตัวลงสู่ 49.4 จาก 49.7 ในเดือนมี.ค. ซึ่งบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของจีนอยู่ในภาวะหดตัว

- ราคาน้ำมันปรับตัวลงล่าสุด 43.7 USD/Barrel จากความกังวล Oversupply หลังมีรายงานว่าประเทศตะวันออกกลางได้เพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ

- EU คาดว่ายูโรโซนจะขยายตัว 1.6% ในปีนี้ (จากเดิม 1.7% ) และในปีหน้า คาดจะขยายตัว 1.8%

- ธปท.รายงานดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ (BSI) เดือน เม.ย.ปรับลงสู่ 49.8 สะท้อนการขาดความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจ

+ คมนาคม คาดเสนอรถไฟความเร็วสูงกทม.-ระยอง และกทม.-หัวหินเข้าบอร์ด PPP ใน มิ.ย.59

หลากหลายปัจจัยลบทั้ง PMI จีนหดตัวลง ,ราคาน้ำมันปรับตัวลง ,ความเชื่อมั่นทางธุรกิจของไทยแย่ลง รวมถึงแรงขายลดความเสี่ยงก่อนวันหยุดยาว 4 วัน เป็นแรงกดดันต่อภาวะตลาดดังนั้นประเมินว่า SET จะอ่อนตัวลงโดยมีแนวรับที่ 1,390 จุด 

** ตลาดหุ้นญี่ปุ่น ปิดทำการวันนี้ (4 พ.ค.) เนื่องในวันสีเขียว

กลยุทธ์การลงทุน

แนะนำรอซื้อเล่นรีบาวด์ช่วงอ่อนตัวแบบ Selective

- กลุ่มเหล็ก ราคาเหล็กรีดร้อน +53% YTD ล่าสุด 560 USD/Ton

- หุ้นที่คาดว่ากำไร Q1/59 เติบโต AOT BA AAV EPG CPF WORK SMT LPN PTG BJCHI COM7 TWPC TVD XO SPALI RICHY

ประเด็นข่าวอื่น

- INET ขายหุ้นเพิ่มทุน RO รวม 250 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 3 บาท ระดมเงินทุนเกิน 700 ล้านบาท ขยายศูนย์ดาต้า เซ็นเตอร์เฟส 2 – 3

- PAE ตลาดหลักทรัพย์แจ้งเตือนวันทำการซื้อขายวันสุดท้ายวันที่ 9 พ.ค. 59 ก่อนแขวนป้าย SP ตั้งแต่ 10 พ.ค . จนกว่าบริษัทจะแก้ไขฐานะการเงินได้

- ITD ได้งานสร้างสะพานข้ามทางรถไฟในสมุทรสาครมูลค่า 405.59 ลบ.

- SUPER ได้จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) อีก 94.70 เมกะวัตต์ (MW) รวมมีกำลังการผลิตรวม 601.95 เมกะวัตต์

- BM กำหนดราคาไอพีโอ 2.88 บาท เตรียมเปิดจองซื้อวันที่ 9-11 พฤษภาคม ก่อนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ วันที่ 17 พฤษภาคมนี้

- JAS ตลท.สั่งให้ชี้แจงกรณีเพิ่มวาระประมูลคลื่น 900 MHz ภายใน 10 พ.ค.

ANALYST MEETING

BANPU (ราคาปิด 12.50 แนะนำซื้อ 13.50)

- คาดรายงานขาดทุนในไตรมาส 1 ราว 267 ล้านบาท –485%YoY แต่เพิ่มขึ้น 82%QoQ โดยถูกกดดันจากขาดทุนค่าเงินราว 300 ล้านบาท โดยธุรกิจถ่านหินที่อินโดนีเซียยังสร้างกำไร ขณะที่ธุรกิจถ่านหินที่ออสเตรเลียและจีนผลประกอบการทรงตัวในระดับต่ำจนเกือบขาดทุน

- ธุรกิจโรงไฟฟ้ายังสร้างกำไรอย่างต่อเนื่องราว 700 ล้านบาทโดยมาจากโรงไฟฟ้า BLCP ราว 500 ล้านบาทและมาจากโรงไฟฟ้าหงสาอีกราว 200 ล้านบาท อย่างไรก็ตามกำไรจากโรงไฟฟ้าหงสาต่ำกว่าที่คาดไว้เนื่องจากโรงไฟฟ้าเฟส 1 ยังคงเดินเครื่องได้ไม่เต็มประสิทธิภาพแม้ว่าอีก 2 เฟสจะเริ่มเดินเครื่องแล้วก็ตาม

- การลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่สหรัฐ คาดว่าจะสร้างผลขาดทุนในช่วง1-2 ปีแรกเนื่องจากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่สูง และราคาขายก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตามทางบริษัทคาดว่าหากราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวขึ้นในอนาคตธุรกิจก๊าซธรรมชาติจะสร้างผลตอบแทนแก่บริษัทในระยะยาว

หุ้นมีข่าว

- วันประกาศงบ 4 พ.ค. IRPC / 9 พ.ค. TOP / 10 พ.ค. BCP BANPU KCE / 11 พ.ค. PTTGC / 12 พ.ค. PTT / 16 พ.ค. CK

- RICHY (ราคาปิด 1.85 ซื้อเก็งกำไร) จากการเข้าร่วม Analyst Meeting พบว่าแนวโน้มกำไร 1Q59 จะเติบโตสูงจากเมื่อเทียบกับ 1Q58 ที่มีฐานต่ำเพียง 2.6 ลบ. เมื่อเทียบกับ 4Q58 ที่มีกำไร 19 ลบ. ก็เติบโตสูงเช่นกันจากการโอนโครงการ Rich Park @ เจ้าพระยาที่เลื่อนมาโอนในไตรมาสนี้ กำไรยังมีแนวโน้มโตต่อเนื่องใน 2Q59 จากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นอสังหาฯที่สิ้นสุดปลายเดือนเม.ย. ทำให้ผลประกอบการ 3 ไตรมาสแรกปีนี้มีแนวโน้มดีกว่าปีที่แล้ว ส่วนยอดขายรอโอน (Backlog) มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง Q2 มีแผนเปิดขาย 2 โครงการใหม่ ได้แก่ The Rich @ นานา ชูจุดขายราคาต่ำกว่าคู่แข่งและ The Rich Park @ศรีนครินทร์ชูจุดขายการเป็น triple station (รถไฟฟ้าสายสีเหลืองผ่านหน้าโครงการ ใกล้สถานีแอร์พอร์ตลิ้งค์-หัวหมากและใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน) โดยมีประเด็นที่น่ากังวลเรื่อง D/E ratio ที่เพิ่มขึ้นจาก 1.8 เท่า ณ ปลายปี 58 เป็น 2.5 เท่า ณ ปลายมี.ค.59

- HMPRO (ราคาปิด 8.20 ถือ ราคาเหมาะสม 8.80 บาท consensus เฉลี่ย 8.60 บาท สูงสุด 9.70 บาท) ในงาน Analyst Meeting ผู้บริหารแสดงความเชื่อมั่นว่าผลการดำเนินงานปีนี้โดยยังคงเป้าการเปิดสาขาใหม่ตามเดิม ได้แก่ Q1 โฮมโปร-ชัยพฤกษ์ซึ่งมีการเปิดตัว BIKE Club เป็นที่แรก Q2 เปิดเมกาโฮม-โรจนะ และย้ายสาขาโฮมโปร-พระราม 3 Q3 เปิดโฮมโปร 1 แห่ง เมกาโฮม 1 แห่ง Q4 เปิดโฮมโปร 2 แห่ง เมกาโฮม 1-2 แห่ง และสาขา 2 ที่มาเลเซีย คาดปลายปีนี้จะมีสาขาโฮมโปรรวม 80 สาขา เมกาโฮม 10-11 สาขา และที่มาเลเซีย 2 สาขา ราวเดือนต.ค.จะมีเปิดตัวสินค้าเพื่อจับกลุ่มวัยรุ่น แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้ทรงตัวใกล้เคียงกับปี 58 แต่ยังต่ำกว่าในอดีตเนื่องจากเมกาโฮมซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าโฮมโปรราว 10% มีส่วนผสมยอดขายที่มากขึ้น แต่จำนวนสาขาเมกาโฮมที่มากขึ้นจนถึงระดับที่เกิดการประหยัดจากการขยายขนาด (economies of scale) ทำให้คาดยอดขาดทุนสะสมจากเมกาโฮมจะหมดลงในปีนี้



ตลาดหุ้นดาวโจนส์ -140.25 จุด

- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,750.91 จุด ร่วงลง 140.25 จุด หรือ -0.78% ดัชนี NASDAQ ปิดที่ 4,763.22 จุด ลดลง 54.37 จุด หรือ -1.13% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,063.37 จุด ลดลง 18.06 จุด หรือ -0.87% หลังจากราคาน้ำมัน WTI ร่วงลงกว่า 2% ซึ่งได้ฉุดหุ้นกลุ่มพลังงานดิ่งลงด้วย นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันหลังจากมีรายงานว่า ดัชนี PMI ภาคการผลิตของจีนและอังกฤษอ่อนแรงลง ซึ่งข้อมูลดังกล่าวส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั่วโลก

ตลาดน้ำมัน NYMEX -1.13 ดอลลาร์/บาร์เรล

- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมิ.ย.ร่วงลง 1.13 ดอลลาร์ หรือ 2.5% ปิดที่ 43.65 ดอลลาร์/บาร์เรล เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันล้นตลาด หลังจากมีรายงานว่าประเทศตะวันออกกลาง รวมถึงอิหร่านและอิรัก ได้เพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากการคาดการณ์ที่ว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐจะปรับตัวสูงขึ้นอีก