วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

SCC - ซื้อ

เข้าโหมดสดใสขึ้น

ประเด็นการลงทุน

จากข้อมูลที่เราได้จากการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวานนี้ เรารู้สึกว่าผู้บริหารมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจซีเมนต์และปิโตรเคมีมากขึ้น สถานการณ์อุปสงค์-อุปทานของธุรกิจปิโตรเคมีดูดีขึ้น ในขณะที่ความกังวลต่อธุรกิจซีเมนต์ดูคลายตัวลง นอกจากนี้ราคาซื้อขายปัจจุบันยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจแม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมา ปัจจุบัน SCC ซื้อขายอยู่ในระดับ PER ปี 2559 ที่ 12.4 เท่า เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.9 เท่า

กำไรไตรมาส 1/59 สูงกว่าคาด

SCC รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/59 ที่ 1.36 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% YoY และ 19% QoQ สูงกว่าประมาณการของ Bloomberg 20% และของเรา 16% จากผลการดำเนินงานของธุรกิจซีเมนต์ที่สูงกว่าคาด

แนวโน้มธุรกิจซีเมนต์ดูดีขึ้น

ถึงแม้กำไรของธุรกิจซีเมนต์ยังคงอ่อนตัวจากค่าเสื่อมราคาของโรงงานซีเมนต์ใหม่ แต่กำไรมีแนวโน้มดีกว่าที่คาดไว้เดิม อุปสงค์ซีเมนต์ในประเทศเติบโต 5% ในไตรมาส 1/59 (เมื่อเทียบกับประมาณการของเราที่ 2%) หนุนโดยความต้องการจากภาครัฐที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งถึง 21% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโครงการกองทุน 5 ล้านบาทต่อตำบลสำหรับ 7,255 ตำบลทั่วประเทศ ถึงแม้โครงการดังกล่าวกำลังจะแล้วเสร็จ แต่การเติบโตของอุปสงค์ซีเมนต์น่าจะยังคงอยู่ในระดับ 3-5% ทั้งปี เนื่องจากโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่กำลังเริ่มก่อสร้าง เราจึงปรับประมาณการการขยายตัวอุปสงค์ซีเมนต์ขึ้นจาก 2% มาอยู่ที่ 4% ภายใต้สมมติฐานว่าความต้องการจากภาครัฐขยายตัว 12% ในขณะที่อุปสงค์ของทางกลุ่มที่อยู่อาศัยและกลุ่มอาคารพาณิชย์ยังทรงตัว ดังนั้นการฟื้นตัวของความต้องการจากทั้งสองกลุ่มนี้จะเป็นเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการของเรา

ราคาซีเมนต์ยังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,800-1,850 บาทต่อตันในไตรมาส 1/59 ทรงตัว QoQ และมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบนี้หรือปรับลดลงเล็กน้อยในช่วงปีนี้แม้จะมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นจากอุปทานใหม่

คาดธุรกิจปิโตรเคมีหนุนกำไรเติบโตต่อเนื่อง

แนวโน้มธุรกิจปิโตรเคมีดูดีขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของสายโพลิโพรพิลีน (PP) ทั้งนี้ส่วนต่างราคาระหว่างโพลิโพรพิลีน-แนฟทาหดตัวลดลง (ซึ่งแตกต่างกับส่วนต่างราคา HDPE-แนฟทาที่ปรับขึ้น) ตั้งแต่ไตรมาส 1/58 จากอุปทานโพลิโพรพิลีนใหม่จากจีนที่ทยอยเข้ามาจนถึงปี 2560 แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ส่วนต่างราคาระหว่างโพลิโพรพิลีน-แนฟทาเริ่มกลับมาขยายตัวในไตรมาส 1/59 และมีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2/59 เนื่องจากการโรงงานใหม่หลายแห่งไม่มีกำไรจนต้องปิดตัวลง จึงทำให้อุปทานที่เพิ่มขึ้นสุทธิน้อยกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า นอกจากนี้ส่วนแบ่งกำไรจะเป็นอีกปัจจัยที่หนุนกำไรให้เติบโต โดย Chandra Asri ที่ SCC ถือหุ้นอยู่ 30% ได้ดำเนินการขยายกำลังการผลิตแล้วเสร็จในไตรมาส 4/58 ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 600 เมตริกตันต่อปี มาอยู่ที่ 860 เมตริกตันต่อปี ในขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตกลับมาอยู่ที่ 50% ในไตรมาส 1/59 และปรับขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ 90% ในปัจจุบัน

ปรับประมาณการกำไรและราคาเป้าหมาย

ถึงแม้ผู้บริหารแจ้งว่าโรงงาน VCM จะปิดซ่อมบำรุง 23 วันในไตรมาส 2/59 ในขณะที่โรงงาน ROC จะปิดซ่อมบำรุง 40 วันในไตรมาส 4/59 แต่แนวโน้มธุรกิจซีเมนต์และปิโตรเคมีที่ดูดีขึ้น ส่งผลให้เราปรับประมาณการกำไรปี 2559 ขึ้น 3% พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นมาอยู่ที่ 580 บาท จากเดิมที่ 564 บาท