ไตรมาสแย่สุดได้ผ่านไปแล้ว การเติบโต QoQ ของกำไรรายไตรมาสกำลังมา
ประเด็นการลงทุน
ความคาดหวังต่อกำไรหลักเติบโต QoQ จนถึงไตรมาส 4/59 จากอัตราการใช้กำลังการกลั่นที่สูงขึ้น, ปริมาณขายปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งราคาและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับสูง น่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นในอนาคต นอกจากนี้ PTTGC น่าจะได้รับผลประโยชน์จากน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นเนื่องจากราคาสินค้าของบริษัทเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกันกับราคาน้ำมันดิบ ในขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบที่ส่วนใหญ่เป็นก๊าซอีเทนซึ่งเคลื่อนไหวในกรอบที่แคบกว่า ทั้งนี้มูลค่าการซื้อขายของ PTTGC นั้นอยู่ในเกณฑ์ถูก โดยปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายอยู่ในระดับ PER ณ สิ้นปี 2559 ที่ 8.3 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 11 เท่าอยู่ 0.8 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ 13 เท่า พร้อมกันนี้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล ณ สิ้นปี 2559 ที่ 5.4% นั้นสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาคที่ 3.0% อยู่มาก
คาดกำไรไตรมาส 1/59 หดตัวลงจากการปิดซ่อมบำรุงและค่าการกลั่นที่อ่อนตัวลง
เราคาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/59 ของ PTTGC อยู่ที่ 4,723 ล้านบาท ลดลง 16% YoY แต่เพิ่มขึ้น 1% QoQ หากไม่รวมผลขาดทุนสต็อกน้ำมันที่ 645 ล้านบาท และกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ 520 ล้านบาท กำไรหลักไตรมาส 1/59 จะอยู่ที่ 4,857 ล้านบาท ลดลง 24% YoY และ 18% QoQ โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการหดตัวของกำไรได้แก่ 1) ปริมาณขายโอเลฟินส์ที่ลดลง (จากการปิดซ่อมบำรุงหลายโรงงาน), 2)ค่าการกลั่นตลาดที่อ่อนตัวลง, 3) ส่วนต่างราคาโอเลฟินส์เมื่อเทียบกับก๊าซอีเทนที่หดตัว และ 4)รายได้อื่นๆที่ลดลง ทั้งนี้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจอะโรเมติกส์จากอัตราการใช้กำลังการผลิตและส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นน่าจะสามารถชดเชยกำไรจากธุรกิจโรงกลั่นและโอเลฟินส์ที่ชะลอตัวลงได้บางส่วน
ปริมาณขายปิโตรเคมีที่เติบโตและส่วนต่างราคาที่ขยายตัวขึ้นจะเป็นปัจจัยหนุนกำไรไตรมาส 2/59
เราคาดกำไรหลักไตรมา 2/59 จะเติบโต QoQ หนุนโดยปริมาณขายโอเลฟินส์ที่เพิ่มขึ้น (จากการดำเนินเต็มที่ของโรงงานหลังปิดซ่อมบำรุง) และส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่อยู่ในระดับสูง ถึงแม้ไตรมาส 2 ของทุกปีจะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของอุปสงค์ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีส่วนใหญ่ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์ แต่เราคาดราคาและส่วนต่างราคาจะยังคงอยู่ในระดับสูงในช่วงดังกล่าว โดยปัจจัยหลักหนุนราคาและส่วนต่างราคาในไตรมาส 2/59 จะมาจากอุปทานที่ตึงตัวจากช่วงที่โรงงานปิดซ่อมบำรุงจำนวนมาก
ส่วนต่างราคา HDPE เทียบกับแนฟทาเฉลี่ยในไตรมาส 2/59 ตั้งแต่ต้นไตรมาสจนถึงปัจจุบันปรับเพิ่มสูงขึ้น 1% YoY และ 8% QoQ มาอยู่ที่ 818 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในขณะที่ส่วนต่างราคา PX ขยายตัวขึ้น 5% YoY และ 8% QoQ มาอยู่ที่ 449 เหรียญสหรัฐต่อตัน เราคาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจปิโตรเคมีที่สูงขึ้นน่าจะสามารถชดเชยกำไรจากธุรกิจโรงกลั่นที่หดตัวในไตรมาส 2/59 ได้ อย่างไรก็ตามกำไรหลักไตรมาส 2/59 มีแนวโน้มปรับลดลง YoY จากอัตราการใช้กำลังการกลั่นที่ลดลง (จากการปิดซ่อมบำรุง)และค่าการกลั่นตลาดที่อ่อนตัวลง
อาจมีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรหลักปี 2559
ส่วนต่างราคา HDPE ในปี 2559 ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันอาจเป็นอัพไซด์ต่อกำไรหลักปี 2559 ของ PTTGC โดยส่วนต่างราคา HDPE เมื่อเทียบกับแนฟทาเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ที 774 เหรียญสหรัฐต่อตันนั้นถือว่าสูงมาก–41% สูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีย้อนหลังที่ 549 เหรียญสหรัฐต่อตัน หนุนโดยอุปสงค์ที่แข็งแกร่งขึ้นและอุปทานที่ตึงตัว และสูงกว่าประมาณการของเราที่ 650 เหรียญสหรัฐต่อตัน









