คาดกำไร 1Q59 +484%QoQ แต่ -32%YoY
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
คาดกำไร 1Q59 อยู่ที่ราว 2,607 ล้านบาท +484%QoQ แต่ -32%YoY : ในช่วงไตรมาสแรกปี 2559 IRPC ใช้อัตรากำลังการกลั่น 187 พันบาร์เรลต่อวันเพิ่มขึ้น 6 พันบาร์เรลต่อวันจากไตรมาสก่อนเนื่องจากเริ่มทดสอบการผลิตของโครงการ UHV ซึ่งจะเปลี่ยนน้ำมันเตาเป็นโพรพิลีน ด้านค่าการกลั่นรวมทรงตัวที่ราว 14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ใกล้เคียงไตรมาสก่อน แม้ว่าในไตรมาส 1/59 ค่าการกลั่นน้ำมันจะปรับตัวลงตามส่วนต่างน้ำมันสำเร็จรูปโดยเฉพาะส่วนต่างน้ำมันดีเซลและส่วนต่างราคายางมะตอย แต่ค่าการกลั่นจากธุรกิจปิโตรเคมีปรับเพิ่มขึ้นจากต้นทุนแนฟทาที่ลดลงราว 100 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปยังทรงตัวช่วยหนุนค่าการกลั่นรวม ด้านต้นทุนการผลิตรวมอยู่ที่ 8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลลดลง 1-1.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษเหมือนในไตรมาส 4/58
ได้รับผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันดิบ กำไรค่าเงิน และลดภาษีรวมขาดทุน 1.1 พันล้านบาท : 1) ผลกระทบจากขาดทุนสต๊อกน้ำมันดิบราว 2.04 พันล้านบาทจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงจากไตรมาสก่อนราว 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สู่ระดับ 30.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล 2) กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนราว 340 ล้านบาท จากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 0.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยบริษัทมีหนี้สินเป็นสกุลเงินดอลลาร์ 403 ล้านดอลลาร์ 3) มีโอกาสได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกราว 820 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทมี Loss carry forward อีก 4.1 พันล้านบาท ที่ยังไม่มีการบันทึกและคาดว่าจะบันทึกเข้ามาในไตรมาส 1 นี้ (หากไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี IRPC จะมีกำไรในไตรมาส 1 เพียง 1,787 ล้านบาท+300%QoQ,-53%YoY)
โครงการ UHV ล่าช้ากว่าแผน 1 เดือน แต่ยังคงเริ่มการผลิตในปลายไตรมาส 2 : โครงการ UHV เลื่อนการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ออกไปอีก 1 เดือน เป็นเดือน มิ.ย. ซึ่งยังคงอยู่ในประมาณการที่เราทำไว้ นอกจากนี้บริษัทมีแนวโน้มที่จะเลื่อนการหยุดซ่อมบำรุงจากเดือน พ.ย. 2559 ไปเป็นเดือน ก.พ. 2560 โดยในปี 2560 ซึ่งเป็นปีที่โครงการ UHV เริ่มการผลิตเต็มปีแต่จะได้รับผลกระทบจากการหยุดซ่อมบำรุง 1 เดือน ซึ่งอาจกดดันต่อผลประกอบการของบริษัทได้ แต่ในเบื้องต้นเรายังคงประมาณการตามเดิมเนื่องจากรอความชัดเจนเพิ่มเติม
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 5.85 บาท : ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมด้วยวิธี PEG ratio เพื่อให้สะท้อนถึงศักยภาพในการเติบโตของกำไรจากโครงการ UHV โดยมีอัตราการเติบโต 13% ต่อปี กำไรต่อหุ้นที่ 0.45 บาทต่อหุ้น ได้ราคาเหมาะสมเท่ากับ 5.85 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาปิดล่าสุด จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”






