คาดกำไรสุทธิ 1Q59 ราว 692 ล้านบาท ลดลง7%QoQ แต่เพิ่มขึ้น28%YoY
คาดกำไรสุทธิ 1Q59 ราว 692 ล้านบาท -7%QoQ แต่ +28%YoY : ฝ่ายวิจัยคาดว่าบริษัทจะมีกำไรสุทธิในช่วง 1Q59 ราว 692 ล้านบาทลดลง 7%QoQ แต่เติบโต 28%YoY หลังจากรับรู้รายได้ดาวเทียม THCOM7 ที่มีอัตราการใช้งาน 100% จาก 1Q58 ที่มีการใช้งานราว 50% และ 4Q58 ที่อัตรา 90% รวมถึงคาดว่าอัตราการใช้งานดาวเทียมอื่นๆจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักจากช่วง 4Q58 นอกจากนี้ฝ่ายวิจัยคาดว่ารายได้จากบริษัท LTC ที่ทำธุรกิจมือถือในลาวที่บริษัทถือหุ้นทางอ้อมและรับรู้ส่วนแบ่งรายได้ราว 25% มีแนวโน้มลดลงหลังจากมีการทำแผนการตลาดอย่างหนักในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา
ปี 59 เติบโตต่อเนื่องจากดาวเทียม THCOM8 : จากอัตราการใช้งานดาวเทียม THCOM7 ที่เพิ่มขึ้นมาที่ 100% รวมถึงรายได้อื่น ๆ นอกเหนือจากการให้บริการดาวเทียมที่เพิ่มสัดส่วนสูงขึ้นเป็น 20% ของรายได้รวมและมีแนวโน้มเติบโตขึ้นต่อเนื่องจากการขยายการบริการ รวมถึงคาดว่าดาวเทียม THCOM8 จะสามารถให้บริการในเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปลายปีหลังจากบริษัทมีแผนที่จะยิงขึ้นสู่วงโคจรราวต้นเดือนมิถุนายน 59 ทำให้ฝ่ายวิจัยคาดกำไรสุทธิปี 59 ราว 2,277 ล้านบาทเติบโต 7%YoY โดยปัจจุบัน THCOM8 สร้างเสร็จแล้วเหลือเพียงสรุปการยิงขึ้นสู่วงโคจรเท่านั้น อย่างไรก็ตามหลังจากยิงขึ้นวงโคจรแล้วจะใช้ระยะเวลาทดสอบระบบต่างๆ (Orbit test) ราว 2-3 เดือน ปัจจุบันดาวเทียม THCOM8 มี Pre-sales ที่ 17% และคาดอัตราการใช้งานจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 50% ได้ในปี 60
บรรลุข้อตกลงการใช้งานดาวเทียมเพิ่มกับลูกค้ากลุ่มบริษัทฟอร์เอฟเวอร์ : วันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมาบริษัทได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัทฟอร์เอฟเวอร์ (Forever Group) ผู้นำธุรกิจสื่อและผู้ให้บริการโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม Direct to Home ของประเทศเมียนมาในการทำสัญญาระยะยาวเพื่อเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมไทยคมเพิ่มเติมเป็น 8 จากเดิม 3 ทรานส์พอนเดอร์ที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบันบน THCOM6 โดยข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้รวมอยู่ใน Pre-sales ของ THCOM8 ที่ 17% เนื่องจากบริษัทยังไม่สามารถกำหนดได้ว่ารายการนี้ให้บริการผ่าน THCOM8 หรือไม่เนื่องจากบริษัทต้องการจัดให้ผู้ใช้บริการอยู่ในดาวเทียมเดียวกันเพื่อการบริหารที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเท่ากับ 40 บาท : ผลการดำเนินงานยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องโดยเฉพาะปี 60 ที่จะรับรู้รายได้ THCOM8 ได้เต็มปีและราคาที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำทำให้เป็นหุ้นที่น่าสนใจ โดยประเมินมูลค่าเหมาะสมซึ่งประเมินจากวิธี DCF (WACC ที่ 9% และ Terminal Growth ที่ 3%) ได้เท่ากับ 40 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาปิดปัจจุบัน ดังนั้น เราจึงคงแนะนำ “ซื้อ”









