"รมว.คลัง" พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หากพบชะลอตัวกว่าคาด พร้อมสั่งสรรพากรตรวจสอบ 21 คนไทยในลิสต์ปานามาเปเปอร์
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในขณะนี้เริ่มกลับมาฟื้นตัวได้ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกไปแล้ว แต่หากพบว่า หลังจากนี้เศรษฐกิจเกิดปัญหา รัฐบาลก็พร้อมที่จะออกมาตรการกระตุ้นเพิ่มเติมลงไป แต่ขณะนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมออกมาตรการเพื่อสนับสนุนการลงทุน ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกที่เป็นเขตที่มีการลงทุนใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งเบื้องต้น จะมีมากกว่ามาตรการทางภาษีที่ดำเนินการให้สิทธิประโยชน์อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งระหว่างนี้อยู่ระหว่างการออกแบบเพื่อให้สามารถดึงดูดใจนักลงทุนมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา แม้จะมีมาตรการทางภาษีที่รัฐบาลสนับสนุน แต่ยังพบว่า การลงทุนในเขตภาคตะวันออกในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการ คือ การช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย เช่น การเติมเงินเข้ากองทุนหมู่บ้าน การช่วยเหลือเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การอัดฉีดเงินสู่ตำบลละ 5 ล้านบาท และล่าสุดได้มีมติอัดฉีดเงินเพิ่มเติมในระดับตำบลละ 200,000 บาท เพื่อเข้าไปเติมเต็มในกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ
ขณะที่ในระยะยาว สิ่งที่ต้องดำเนินการ คือ เรื่องของการลงทุน แยกเป็น 2 ส่วน คือการลงทุนภาครัฐ ในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งที่ผ่านมาการลงทุนมีความล่าช้า เนื่องจากติดขัดในเรื่องของกฎระเบียบ กระบวนการ ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะเร่งดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลังนี้ คือ การเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในเรื่องของรถไฟฟ้าสายต่างๆ ซึ่งขณะนี้คณะรัฐมนตรี หรือ ครม. อยู่ระหว่างการพิจารณาในส่วนของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน และสีม่วง ที่จะทำให้เกิดการลงทุนอย่างจริงจัง
“ครึ่งปีหลังนี้ ต้องเห็นแน่นอน โครงการลงทุนต่างๆ ตอนนี้สายสีเหลือง ชมพูก็ผ่านครม.ไปแล้ว ตอนนี้ที่ดู คือ สายสีน้ำเงิน สีม่วง ที่ต้องทำให้เกิดอย่างจริงจัง ส่วนมอเตอร์เวย์นั้น เราได้เซนต์สัญญาไปแล้ว แต่ไม่มีคนพูดถึงเท่าไหร่ เพราะเราไม่ได้โม้ไว้ เราพูดแต่เรื่องของรถไฟเท่านั้น”นายอภิศักดิ์ กล่าว
ขณะที่อีกด้าน คือ การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ เพราะการลงทุนภาครัฐคิดเป็น 10% ของการลงทุนทั้งหมด รัฐบาลจึงเร่งออกมาตรการเพื่อให้เอกชนลงทุน ซึ่งหากเห็นว่ามีมาตรการอะไรที่จะเข้ามาเติมเต็มได้รัฐบาลก็พร้อมที่จะดำเนินการ
นายอภิศักดิ์ กล่าวต่อถึงกรณีที่มีบุคคลไทย 21 ราย อยู่ในรายชื่อของเอกสารลับจากปานามา เปเปอร์ ว่า ตามปกติแล้วในการลงทุนในต่างประเทศนั้น บริษัทส่วนใหญ่มักจะไปจดทะเบียนในต่างประเทศที่ไม่มีการจัดเก็บภาษี ทำให้นักลงทุนไทยเลือกไปใช้สิทธิประโยชน์ส่วนนั้นมากกว่า ซึ่งยืนยันไม่ได้เป็นการเลี่ยงภาษีแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรจะตรวจสอบอีกครั้งในรายละเอียดว่าการจดทะเบียนบริษัทของนักลงทุนไทยทั้ง 21 รายนั้น เพียงเพื่อทำธุรกิจ หรือเพื่อเทคนิคในการเลี่ยงภาษีหรือทางการเมืองหรือไม่
ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ระบุว่า ขณะนี้ได้ประสานกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ถึงบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องดังกล่าว แต่ยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบของปปง.อยู่ ดังนั้นหากปปง.แล้วตรวจสอบพบว่าฟอกเงินจริง ก็เป็นหน้าที่ของปปง.จะดำเนินการต่อ แต่หากเป็นเรื่องในการตรวจสอบภาษีก็จะส่งต่อให้สรรพากรพิจารณาต่อไป
ทั้งนี้มองว่าการไปเปิดบริษัทในต่างประเทศเพื่อทำธุรกิจต่างประเทศนั้น เป็นเรื่องปกติที่ทุกบริษัทสามารถทำได้ จึงไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมายหรือการเลี่ยงภาษี และเมื่อปีก่อนกรมสรรพากรได้แก้ไขกฎหมายให้นักลงทุนที่จดทะเบียนเพื่อทำธุรกิจในต่างประเทศไม่ต้องเสียภาษีเช่นเดียวกับประเทศอื่น เพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาตั้งบริษัทในไทยมากขึ้น โดยขณะนี้มีบริษัทไทยกลับเข้ามาตั้งบริษัทในประเทศแล้วกว่า 30 ราย
"ทั้ง 21 คน หรือจริงๆอาจมากกว่านี้ก็ได้ ก็ต้องตรวจสอบว่าเป็นการเลี่ยงภาษีหรือไม่ หรือเป็นการทำธุรกิจปกติ หรือเข้าข่ายฟอกเงิน ต้องให้ปปง.สกรีนก่อน"นายประสงค์ กล่าว







