"ศูนย์วิจัยกสิกรไทย" เตรียมปรับลดจีดีพีปีนี้ลง จากเดิมคาดโต 3% หากภัยแล้งลากยาวถึง มิ.ย. พร้อมหั่นเป้าส่งออกเหลือโต 0%
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ศูนย์วิจัยฯยังคงอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 59 ที่ 3% แต่จะมีการทบทวนในช่วงเดือน มิ.ย. หากปัญหาภัยแล้งยังส่งผลกระทบลากยาวไปถึงไตรมาส 2/59 เพราะจะเป็นปัจจัยลบสำคัญส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทำให้รายได้ของเกษตรกร ซึ่งเป็นผู้บริโภคหลักของประเทศลดลง และส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศให้หดตัวลดลงตาม และอาจทำให้ศูนย์วิจัยพิจารณาลดเป้าหมายการเติบโตของจีดีพีลงต่ำกว่าเป้าหมายดังกล่าว
สำหรับภาคส่งออกนั้น บริษัทได้ปรับลดตัวเลขส่งออกปีนี้ลงเหลือ 0% จากเดิมคาดการณ์ขยายตัว 2% และ มีโอกาสที่จะปรับลดลงอีกในเดือน มิ.ย. หากภาวะเศรษฐกิจจีนยังคงหดตัวต่อเนื่อง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง และ มีโอกาสกระทบต่อเนื่องไปยังครึ่งปีหลัง
"เศรษฐกิจไตรมาสแรกยังชะลอตัว และต่อเนื่องถึงไตรมาส 2 ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วคาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ 2.8% หลังรายได้เกษตรกรถูกกระทบจากภัยแล้งและภาวะสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ขณะที่ส่งออกยังหดตัว โดยปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ของรัฐบาล และการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ประกอบกับ การเบิกจ่ายงบกลางปีของรัฐบาลด้วย ซึ่งถ้าหากมีความชัดเจนจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตในครึ่งปีหลัง" นายเชาว์ กล่าว
สำหรับมาตรการของรัฐบาลที่จะมีเงินเข้ามาในระบบประมาณ 60,000-80,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลบวกต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นอีก 0.4-0.6% ประกอบด้วย งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (งบกลางปี) ของปีงบประมาณ 59 จำนวน 56,283 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบในปีนี้ได้ 70% หรือประมาณ 39398 ล้านบาท ในขณะที่บ้านประชารัฐ 70,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลกระตุ้นต่อเศรษฐกิจเฉพาะในส่วนพรีไฟแนนซ์ 30,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะเข้าระบบในปีนี้ประมาณ 20,000 ล้านบาท
ส่วนมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงสงกรานต์ การเติมเงินกองทุนหมู่บ้านรอบใหม่ และ โครงการลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย จะมีผลต่อจีดีพีไม่มาก เนื่องจากเป็นการจัดสรรจากงบประมาณเดิม และ เป็นการกระจายเงินไปยังส่วนต่างๆ
ในส่วนค่าเงินบาทนั้น ศูนย์วิจัยฯได้ปรับลดค่าเงินบาทสิ้นปีนี้อยู่ที่ 37 บาท/ดอลลาร์ จากเดิมประเมินไว้ 38 บาท/ดอลลาร์ ภายหลังเฟดมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว จากเดิม 4 ครั้งในปีนี้ โดยประเมินว่าเฟดจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ย.หรือ ธ.ค. จากเดิมคาดเดือน มิ.ย. ส่งผลให้มีกระแสเงินทุนไหลเข้า ( Fund Flow) อย่างต่อเนื่อง
"ไตรมาส 1 มี Fund Flow เข้ามาทั้งตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ซึ่งมองว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าต่อไป 4-5 เดือนต่อจากนี้ แต่หากเฟดมีการขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในเดือน ก.ย.หรือ ธ.ค. จะทำให้ค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่า และ กระแส Fund Flow ไหลกลับไปยังสหรัฐฯ ส่วนดอกเบี้ยของไทยต้องจับตาในการประชุมกนง.ในวันที่ 23 พ.ค.นี้ ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือไม่ หลังจากธนาคารพาณิชย์มีการลดดอกเบี้ยเงินกู้ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเชื่อว่าแบงก์ชาติจะพิจารณาจากตัวเลขเศรษฐกิจหลายๆด้าน มากกว่าการส่งสัญญาณของธนาคารพาณิชย์" นายเชาว์ กล่าว








