"เอกชน" ขานรับ มองมาตรทางภาษีเพียงพอสร้างแรงจูงใจ พร้อมเร่งผลักดันโครงการแต่ละด้าน หวังปั้นไทยเป็นประเทศที่ง่ายต่อการลงทุนโลก
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงาน “set 100 ผลักกำลังประชารัฐ” วานนี้ (1เม.ย.) นำผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 100 อันดับแรกเข้าร่วม เพื่อให้ช่วยกันขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐ ผ่านห่วงโซ่การผลิตของแต่ละบริษัท กระทรวงการคลังได้แสดงท่าทีที่พร้อมที่จะให้ประโยชน์ทางภาษี กับบริษัทเอกชนที่ช่วยเอสเอ็มอีผ่านช่องทางต่างๆ
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลพยายามจะกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเฉพาะในกลุ่มที่มีปัญหาอย่างเอสเอ็มอี ที่ผ่านมาใช้การอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 1.5 แสนล้านบาท แต่การเข้าถึงของเอสเอ็มอีกับเงินทุนดังกล่าว ยังไม่เป็นในวงกว้าง ภาครัฐบาลมองว่าการที่จะให้เข้าถึงอย่างแท้จริง คือการทำงานร่วมกับภาคเอกชนขนาดใหญ่ผ่านนโยบายประชารัฐ
"เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานจำนวนมากและมีจำนวนเอสเอ็มอีในขณะนี้อยู่ถึง 2 ล้านรายทั่วประเทศ ที่ผ่านมาเราให้สินเชื่อกับกลุ่มธุรกิจดังกล่าว กว่า 1.5 แสนล้านบาท ได้รับการตอบรับที่ดีและหมดในเวลารวดเร็ว แต่การเข้าถึงเอสเอ็มอีได้เพียงจำนวนหนึ่ง ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ทำให้ความร่วมมือกับเอกชนขนาดใหญ่ผ่านประชารัฐ น่าจะเป็นช่องทางที่เข้าถึงเอสเอ็มอีได้ดีที่สุด และกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่มีขนาดใหญ่ 100 อันดับแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือกลุ่ม เซท 100 ถือว่าเป็นกลุ่มสำคัญที่จะช่วยภาครัฐในการสนับสนุน"
สิ่งที่รัฐบาลจะเร่งการขับโครงการประชารัฐผ่านเอกชนขนาดใหญ่ คือ การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ผ่านโครงการด้านซีเอสอาร์ จากเดิมที่ไม่มีความเป็นเอกภาพมากนัก รัฐบาลต้องการขับเคลื่อนให้มีรูปธรรมและเห็นผลมากขึ้น ผลักดันผ่านโครงการพี่ช่วยน้อง ให้บริษัทขนาดใหญ่เป็นพี่เลี้ยงกับเอสเอ็มอี ในการพัฒนาธุรกิจและสร้างนวัตกรรม เอกชนขนาดใหญ่สามารถนำค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการขับเคลื่อนโครงการมาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะสามารถขับเคลื่อนได้ภายใน 1 เดือน
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง อนาคตต้องทำงานร่วมกันในด้านการช่วยเหลือสังคมกับบริษัทจดทะเบียน และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดทุนมากขึ้น
โดยตลาดหลักทรัพย์ ได้มีการขับเคลื่อนการช่วยเหลือสังคมผ่านแพลตฟอร์มกว่า 6 โครงการ ทั้งการเชื่อมโยงบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ผ่านเครือข่ายตลาดหลักทรัพย์ที่มีอยู่ นำผู้ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิตของบริษัทจดทะเบียนเข้าถึงสินเชื่อในรูปแบบแฟคตอริ่ง เพื่อให้มีแหล่งเงินทุนเพียงพอในการทำธุรกิจ รวมถึงการตั้งบริษัทร่วมลงทุน เพื่อช่วยเหลือบริษัทสตาร์ทอัพ ให้เติบโตได้
นาย อิสระ ว่องกุศลกิจ หัวหน้าทีมภาคเอกชนคณะทำงานร่วมประชารัฐ ด้านการพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเอกชนไทย มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาประเทศหลายส่วน ทั้งการช่วยคลี่คลายสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต เรามองว่ารากเหง้าของปัญหาคือความเหลื่อมล้ำทั้งทางรายได้ โอกาส และการแสดงออก ทำให้ภาครัฐและเอกชน ต้องร่วมกันผลักดันโครงการประชารัฐขึ้นร่วมทำงานเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
ด้านการเกษตร ไทยมีผู้ที่อยู่ในภาคการเกษตรกว่า 80 % ของประชากรทั้งหมด กลับมีผลิตภาพที่อยู่ในระดับต่ำ ทำให้โอกาสที่เราจะพัฒนาให้มีศักยภาพที่สูงขึ้น ภาคการเกษตรถือว่า เป็น 1 ใน ประชารัฐที่ร่วมผลักดัน ต้องเร่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เพื่อต่อยอดให้ภาคเอกชนขนาดใหญ่สามารถแข่งขันในเวทีโลก รวมถึงการพัฒนาเกษตรสมัยใหม่
จุดสำคัญต้องเร่งพัฒนาคือการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ไทยใช้แรงงานภาคการเกษตรสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาก และหากนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย น่าจะสร้างผลิตภาพได้สูงขึ้น ลดการใช้แรงงานลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
นายกานต์ ตระกูลฮุน หัวหน้าทีมภาคเอกชนคณะทำงานร่วมประชารัฐ ด้านการยกระดับนวัตกรรมและผลิตภาพ กล่าวว่า สิ่งที่ทีมงานเร่งผลักดันมีหลายส่วน โดยจะขจัดปัญหาอุปสรรคด้านการลงทุนให้ลดลง รวมถึงยกระดับนวัตกรรมของประเทศให้มากขึ้น ทีมงานได้ตั้งเป้าปีนี้ไทยต้องเป็นประเทศที่ง่ายต่อการลงทุน (Ease of Doing Dusiness Ranking) ให้ติด 20 อันดับแรกของโลก จากปัจจุบันที่ไทยอยู่อันดับ 49 ของโลก
สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การปรับปรุงกฏหมายที่ล้าสมัยและยกเลิกกฏหมายที่ไม่จำเป็น เห็นได้จากต่างประเทศที่มีการปรับปรุงกฏหมาบยดังกล่าว อย่างในเกาหลีใต้ มีกฏหมายกว่า 1.1 หมื่นฉบับ ใช้เวลา 11 เดือน ยกเลิกกฏหมายได้ 5,000 ฉบับ และปรับปรุงกฏหมายให้ทันสมัยขึ้นอีก 21 % จองทั้งหมด ส่วนเวียดนาม ยกเลิกกฏหมายเดิม 9 %จากทั้งหมด และปรับปรุงให้ทันสมัยอีก 47 % ของทั้งหมด และ แม็กซิโก ยกเลิกกฏหมายกว่า 51 % ของทั้งหมด และปรังปรุงให้ทันสมัยอีก 27 % ของทั้งหมด
ส่วนในไทยที่กฏหมายที่ล้าสมัยอยู่มาก หากสามารถปรับลดเรื่องดังกล่าวได้ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจของภาคเอกชนลง และลดการคอร์รัปชั่นในแวดวงข้าราชการได้ ความคืบหน้าของการดำเนินงานอยู่ระหว่างการรอแผนการปรับลดกฏหมายของที่ปรึกษา คาดว่าจะได้ข้อสรุปเฟสที่ 1 ในวันที่ 8เม.ย. มีค่าดำเนินการ 8 หมื่นดอลลาร์ เอกชนเป็นผู้ออกให้ทั้งหมด
นอกจากการปรับปรุงกลไกภาครัฐบาลให้มีประสิทธิภาพากขึ้น ผ่านโครงการ QUICK WINS จะปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงาน 5 ด้าน ได้แก่ ศุลกากร อาหารและยา ด้านตรวจคนเข้าเมือง การทำอีไอเอ และการทำผังเมือง ปรับลดขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค์ เพิ่มศักยภาพการทำธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมการพัฒนาวิจัยให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในมุมมองของภาคเอกชน ในการสนับสนุนการทำประชารัฐของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ผ่านมาตรการทางภาษีนั้น มองว่าเป็นแรงจูงใจที่ดีและจะช่วยให้เอกชนให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้ โดยที่ผ่านมา องค์กร อย่างเอสซีจี ได้ดำเนินการเรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการช่วยเหลือบริษัทที่อยู่ในสายการผลิต ให้พัฒนาด้านนวัตกรรม และน่าจะมีความคึกคักมากขึ้น ซึ่งบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มเซท 100 ถือว่าเป็นกลุ่มสำคัญทางเศรษฐกิจไทย และจะช่วยทำให้เกิดแรงขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม
นายศุภชัย เจียรวนนท์ หัวหน้าทีมภาคเอกชนและคณะทำงานร่วมประชารัฐ ด้านการศึกษาและการพัฒนาผู้นำ กล่าวว่า ด้านการศึกษาต้องพัฒนาให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้อย่างแท้จริง ผ่านยุทธศาสตร์ 10 ด้านที่จะจัดทำขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพของนักเรียนให้สูงขึ้น สร้างนักเรียนให้เป็นนักวิจัย โดยให้ผู้นำในองค์กรขนาดใหญ่ช่วยสนับสนุนโรงเรียนต่างๆ ให้มีศักยภาพ โดยให้ 1ผู้นำ สนับสนุน 3 โรงเรียน นำร่องใน 10 องค์กรขนาดใหญ่ก่อน ไม่เพียงแค่สนับสนุนในรูปแบบเงินทุน แต่ให้การสนับสนุนในแง่บุคลากร เป็นที่ปรึกษาผู้อำนวยการโรงเรียน หรือผู้นำของโรงเรียนนั้นๆ ในการพัฒนาเยาวชนให้มีศักยภาพ
โดยใน 10 ยุทธศาสตร์ ที่ต้องเร่งขับเคลื่อนนั้น หลักๆจะเน้นการเชื่อมโยงการใช้เนื้อหาจากต่างประเทศเข้ามาใช้ในการเรียนการสอน สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่าง โรงเรียน ผู้ปกครอง และบริษัทเอกชน ปรับปรุงวิธีการสอนให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง สร้างสุขภาพที่ดีและอาหารที่ดีกับผู้เรียน และพัฒนาเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาให้เกิดขึ้น









