วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

FPI ลุยอินเดีย & รุกพลังงาน

เมื่อยอดขายรถยนต์ในประเทศไม่คึกคัก บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ โดดทำเงินนอกบ้าน ล่าสุดจับมือเพื่อนแขกตั้งโรงผลิตชิ้นส่วนแดนโรตี

นโยบายปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2559 บวกกับกำลังซื้อภายในประเทศยังไม่มีท่าทีฟื้นตัว หลังสินค้าเกษตรยังตกต่ำ อาจทำให้ยอดผลิต รถยนต์ เพื่อขายในประเทศไปไม่ถึงเป้าหมาย 780,000 คัน ตรงข้ามกับยอดผลิตเพื่อส่งออกที่มีโอกาสขยับขึ้น จาก 1.2 ล้านคัน ในปี 2558 สู่ระดับ 1.3 ล้านคัน ในปี 2559 จากยอดผลิตทั้งหมด 2 ล้านคัน

'โครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่จะทำให้ราคารถแพงขึ้นเฉลี่ย 20,000-30,000 บาทต่อคัน อาจตอกย้ำให้กำลังซื้อรถใหม่ในประเทศไม่ให้ขยายตัว' นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ หรือ FPI ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากพลาสติก บอกกับ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' 

เมื่อสถานการณ์ตลาดรถยนต์ใหม่ในประเทศซบเซา บริษัทจำเป็นต้องแก้เกม ด้วยการออกไปหา 'รายได้นอกบ้าน' มากขึ้น ควบคู่ไปกับการ 'แตกไลน์สู่ธุรกิจใหม่'

สำหรับแผนโกอินเตอร์สเต็ปแรก จะบุกตลาดอินเดียเต็มตัว โดยเมื่อเดือนธ.ค.2558 บริษัทตัดสินใจจับมือกับ ALP GROUP ด้วยการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในประเทศอินเดีย เพื่อผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ และอื่นๆ ภายใต้ชื่อ ALP FPI PARTS PRIVATE LIMITED ทุนจดทะเบียน 100,000,000 รูปีอินเดีย โดยบริษัทและพันธมิตรจะถือหุ้นในสัดส่วน 45% และ 55% ตามลำดับ

สาเหตุที่สนใจตลาดอินเดีย เป็นเพราะในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ความนิยมในอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์กำลังมาแรงมาก แต่ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดโดดเข้ามาเล่นในตลาดนี้ ฉะนั้นหากเข้ามาดำเนินการได้เร็วย่อมได้ประโยชน์เจ้าคนอื่น แม้ในแง่ของอัตรากำไรขั้นต้นจะทำได้เพียง 30% ก็ตาม
ที่สำคัญในอีก 5 ปีข้างหน้า รัฐบาลประเทศอินเดียตั้งเป้าจะมียอดผลิตรถยนต์ที่ 10 ล้านคันต่อปี ปรับตัวขึ้น จากเบอร์ 6 ที่มียอดผลิต 4.13 ล้านคัน เป็นเบอร์ 3 ของโลก รองจากประเทศอเมริกาและจีน เรียกว่า แซงหน้าประเทศญี่ปุ่น เมื่อแผนผลิตของอินเดียขยายตัวมากเช่นนี้เราต้องรีบคว้าโอกาสให้เร็วที่สุด

'หลายคนเป็นห่วงเราที่มีพันธมิตรเป็นอินเดีย แต่อยากจะบอกว่า เพื่อนคนนี้อยู่ในแวดวงฉนวนกันความร้อนมานานกว่า 40 ปี และที่ผ่านมายังจับมือร่วมทุนกับพันธมิตรในหลากหลายธุรกิจด้วย ฉะนั้นไว้ใจได้'

เขา บอกว่า เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา บริษัทร่วมทุนดังกล่าวได้รับคำสั่งซื้อแรกแล้วในมูลค่า 3.7 ล้านเหรียญ จากค่ายมารูติ ซูซูกิ ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นลูกค้าเดิมของพันธมิตร คาดว่าในช่วงไตรมาส 4 ปี 2559 จะสามารถส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้ารายดังกล่าวได้ โดยในเดือนก.ย.นี้ บริษัทจะเดินเครื่องผลิต

ปัจจุบันโรงงานดังกล่าวมีเครื่องจักรทั้งหมด 5 ตัว คิดเป็นกำลังการผลิต 1,000 ชิ้นต่อเครื่องจักรหนึ่งตัว ซึ่งเป็นการลงทุนเครื่องจักรใหม่ 2 ตัว มูลค่าเฉลี่ย 50 ล้านบาท ส่วนอีก 3 ตัว เป็นเครื่องจักรตัวเดิมของพันธมิตรที่ดำเนินการมาแล้ว 3 ปี แต่ผลของการทำงานที่ผ่านมาประสบปัญหาขาดทุน พันธมิตรจึงชักชวนเราเข้ามาช่วยสร้างกำไร

เมื่อถามถึงเป้าหมายยอดขายในอินเดีย? 'นายใหญ่' ตอบว่า ในปี 2559 อาจอยู่ระดับ 300 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะรับรู้รายได้เฉลี่ย 140 ล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้น โดยคำสั่งซื้อใหม่ๆกำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ เฉลี่ยมูลค่า 5 ล้านเหรียญ

ส่วนแผนธุรกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า ยอดขายในอินเดียต้องขึ้นมาอยู่ระดับ 500 ล้านบาท ซึ่งบริษัทร่วมทุนแห่งนี้ นอกจากจะขายสินค้าในอินเดียแล้วยังสามารถขายได้ในแถบเอเชียใต้ โดยเฉพาะประเทศบังกลาเทศ,ภูฏาน และเนปาล แต่จะสามารถเดินแผนการขายได้ในปีใดยังไม่สามารถตอบได้

'ประเทศสหรัฐอเมริกา และตุรกี ถือเป็นตลาดต่อไปของเรา แต่จะดำเนินการในรูปแบบใดต้องพิจารณาอย่างรอบคอบอีกครั้ง'

ทั้งนี้โรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์แห่งแรกของบริษัทเกิดขึ้นในประเทศเอกวาดอร์ เมื่อช่วงปลายปี 2557 ด้วยการจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่นจัดตั้งบริษัทร่วมทุน แต่ปัจจุบันได้ตัดสินใจชะลอการติดตั้งเครื่องจักรในโรงงานออกไปจากเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา

โดยจะหันมาส่งสินค้าจากเมืองไทยไปจำหน่ายแทน รอจนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในเอกวาดอร์จะดีขึ้น หลังได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันหดตัว ซึ่งเอกวาดอร์ถือเป็นผู้ผลิตน้ำมัน อันดับต้นๆของโลก ฉะนั้นวอลุ่มการขายของบริษัทจะไม่หดหายไปจากแผนการที่ตั้งไว้

'การมีโรงงานในเอกวาดอร์จะทำให้ต้นทุนค่าขนส่งและภาษีนำเข้าของบริษัทลดลงเฉลี่ย 40% แต่เมื่อสถานการณ์น้ำมันไม่ปกติ เราจำเป็นต้องดึงแผนกลับ และหันมาทำในอินเดี ยก่อน แต่เมื่อสถานการณ์กลับสู่ปกติจะลุยตามแผนเดิม'

ปัจจุบันลูกค้าต่างประเทศอันดับต้นของบริษัท คือ ซาอุดิอาระเบีย,ดูไบ, อียิปต์, ลิเบีย, มาเลเซีย, แอฟริกา และออสเตรเลีย เป็นต้น

๐ขยายฐาน 'โออีเอ็ม'

'สมพล' เล่าถึงแผนธุรกิจในประเทศว่า ยังคงเดินหน้ารับงาน 'ผลิตและจำหน่ายให้ผู้ผลิตรถยนต์' หรือเจ้าของตราสินค้า (OEM) จากลูกค้ารายใหม่และเก่าอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นต้องการขยายฐานรายได้การผลิตโออีเอ็ม จากระดับ 15% ขึ้นสู่ 16-17% ในปี 2559 ส่วนที่เหลือจะเป็นรายได้จากชิ้นส่วนพลาสติกอะไหล่ทดแทน (REM)

ส่วนตัวมั่นใจว่า ไม่พลาดเป้าหมายแน่นอน เนื่องจากในช่วงไตรมาส 2 ปี 2559 บริษัทจะรับงานผลิตอุปกรณ์ตกแต่งใหม่จาก LEXUS TRD ซึ่งเป็นรถยนต์ตัวใหม่ที่ทางค่ายจะส่งไปจำหน่ายในประเทศอังกฤษ

นอกจากนั้นยังรับงานผลิตของ โตโยต้า ยาริส คาดว่าจะมียอดผลิตเฉลี่ย 4,000 คันต่อปี และ 3,000 คันต่อปี ตามลำดับ ล่าสุดยังอยู่ระหว่างคุยงานใหม่ๆกับค่ายรถยนต์อื่นด้วย เบื้องต้นคาดว่า ปีนี้จะรับรู้รายได้จากสองโปรเจคนี้ประมาณ 50 ล้านบาท

ขณะเดียวกันเมื่อไตรมาส 4 ปี 2558 บริษัทได้รับงานผลิตใหม่ จากโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ เฉลี่ยเดือนละ 2,000-3,000 คัน และยังได้ไลน์ผลิตใหม่จากโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ,มิตซูบิชิ และนิสสัน ปัจจุบันลูกค้าเบอร์หนึ่งในประเทศ คือ ค่ายรถยนต์โตโยต้า

'แม้วอลุ่มการผลิตอุปกรณ์ตกแต่งในแต่ละค่ายจะมีไม่มาก แต่ในแง่ของอัตรากำไรขั้นต้น ถือว่าสูงมากเฉลี่ย 35-40%'

ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานในประเทศ 1 แห่ง ในจังหวัดปทุมธานี โดยมีกำลังการผลิตในส่วนของกระบวนการชุบ 2.5 ล้านตารางเดซิเมตร,กันชน 1.5 ล้านชิ้น และกระบวนการพ่นสี 3-4 ล้านตารางเดซิเมตร ล่าสุดโรงงานมีกำลังการผลิตเฉลี่ย 80% โดยจะเน้นส่งออก 85% ที่เหลือขายในประเทศ

๐ 2 ปี ดันไฟฟ้าเข้าตลาดหุ้น

'ประธานกรรมการบริหาร' เล่าว่า สำหรับความคืบหน้าในการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าไปร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทแห่งใหม่ 5 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท เซฟ เอนเนอร์จี กรุ๊ป (นราธิวาส1)

บริษัท เซฟ เอนเนอร์จี กรุ๊ป (นราธิวาส2) บริษัท เซฟ เอนเนอร์จี กรุ๊ป (ยะลา1) บริษัท เซฟ เอนเนอร์จี กรุ๊ป (ปัตตานี) บริษัท เซฟ เอนเนอร์จี กรุ๊ป (สงขลา1) โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น 25% 33% 20% 25% และ 25% ตามลำดับ

โดยบริษัทดังกล่าวเตรียมจะยืนประมูลโรงไฟฟ้าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังการผลิตเฉลี่ย 36 เมกะวัตต์ จำนวน 4 โรง ในเดือนมิ.ย.นี้ หากผลการประมูลในวันที่ 11 ส.ค.2559 ออกมาว่า บริษัทชนะก็จะลงมือก่อสร้างทันที เนื่องจากเตรียมที่ดินและเทคโลโยลีไว้พร้อมได้ คาดว่าโรงไฟฟ้าหนึ่งโรงจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 18 เดือน 18 เดือน

'ปัจจุบันบริษัทมีใบอนุญาตโรงไฟฟ้าไบโอแมส กำลังการผลิต 7.5 เมกะวัตต์อยู่ในมือแล้ว ซึ่งในเดือนส.ค.นี้สามารถรับรู้รายได้ได้ทันที' 

ตามแผนต้องการผลักดันธุรกิจไฟฟ้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายใน 2 ปีข้างหน้า ส่วนตัวมั่นใจว่า หากชนะการประมูลรอบแรก โรงไฟฟ้าทั้ง 4 โรงจะสร้างรายได้เฉลี่ยโรงละ 300 ล้านบาทต่อปี

หลังจากนั้นก็จะเดินหน้ายื่นประมูลรอบ 2 ในปี 2560 ต่อทันที คาดว่าจะยื่นประมูลอีกประมาณ 8 โรง คงจะเน้นทำไบโอแมสในช่วงแรกก่อน เพราะเป็นพลังงานที่พันธมิตรของเรามีความถนัดมากที่สุด

'สมพล' เล่าว่า เป้าหมายรายได้ในปี 2559 อาจขยายตัวเฉลี่ย 10% ตัวเลขนี้ยังไม่รวมยอดขายจากประเทศอินเดีย ส่วนในแง่ของกำไรขั้นต้นจะพยายามดัน จากระดับ 10% เป็น 12-13% โดยจะเน้นทำกำไรจากค่าบาท และบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนตัวมองค่าบาทที่ระดับ35- 36 บาทต่อ 1 ดอลลาร์

ปัจจุบันราคาหุ้น FPI อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่สูง อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้บริษัทเคยประกาศแผนธุรกิจพลังงานทดแทน แต่หลังจากทางการเลื่อนการประมูลออกไปจากเดือนส.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงจากระดับ 5 บาทกว่า เหลือเฉลี่ย 4.65 บาท

'นักวิเคราะห์หลายสำนักบอกว่า หากเราชนะการประมูลโรงไฟฟ้า ราคาเหมาะสมของหุ้น FPI อาจอยู่ระดับ 7 บาท เพราะธุรกิจไฟฟ้าจะทำให้บริษัทมีรายได้สม่ำเสมอ'

เขา ทิ้งท้ายว่า วันนี้ราคาต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะพลาสติก ปรับตัวลดลงเฉลี่ย 7-8% ขณะที่ต้นทุนค่าขนส่งยังลดลง 66% หลังราคาน้ำมันหดตัวหนัก ยกตัวอย่าง ค่าขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุตไฮคิว จาก 3,000 เหรียญ เหลือเพียง 1,000 เหรียญ เป็นต้น