ราคาน้ำมันดิบอ่อนตัวลง กดดันหุ้นกลุ่มพลังงาน
หลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI และ BRENT ปรับขึ้นไปเหนือ 40 ดอลลาร์/บาร์เรล เพราะมีความหวังว่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบขนาดใหญ่จะประชุมตกลงตรึงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบกัน แต่เมื่ออิหร่านและลิเบียประกาศไม่เข้าร่วมประชุมและจะเดินหน้าผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยกับการผลิตที่น้อยในช่วงที่อิหร่านโดนคว่ำบาตรมาหลายปีและลิเบียมีปัญหาการเมือง ทำให้ความเป็นไปได้ในการจำกัดปริมาณการผลิตน้ำมันดิบน้อยลง ขณะที่อุปสงค์เติบโตช้าตามภาวะเศรษฐกิจ ทำให้อุปทานยังอยู่ในภาวะล้นเกิน ปริมาณสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐก็พุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 532.5 ล้านบาร์เรล คำถามคือ สต็อกที่เพิ่มขนาดนี้จะเกินกำลังการรองรับของแทงค์น้ำมันสหรัฐหรือไม่ คำตอบ : EIA ระบุว่ากำลังการรองรับของแทงค์น้ำมันสหรัฐอยู่ที่ 521 ล้านบาร์เรลซึ่งเกินกว่าสต็อกปัจจุบันไปแล้ว แต่ถ้ารวมการเก็บไว้ในท่อขนส่งน้ำมัน เรือขนส่ง และแท่นขุดเจาะทั้งหมดแล้ว พบว่าจะรองรับได้เกือบ 140 ล้านบาร์เรล ซึ่งก็ยังไม่เสี่ยงสูงว่าสหรัฐต้องระบายสต็อกออกมาอย่างรวดเร็ว
เงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าขึ้น & ดัชนีตลาดหุ้นอ่อนลง โดยดัชนี Dollar Cash Index ปรับขึ้นเกือบ 2% จากสัปดาห์ก่อนสู่ระดับ 96.35 และดัชนี MSCI Asia ex Japan ปรับลง 1.7% เทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า หลังประธานเฟดสาขาแอตแลนต้า ซานฟรานซิสโก และเซนต์หลุยส์ ออกมาแสดงความเห็นในทางเดียวกันว่าเฟดควรจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่เม.ย.หรือมิ.ย.2559 เพราะตลาดแรงงานสหรัฐฟื้นตัวดีและอัตราเงินฟ้อเดือนม.ค.-ก.พ.2559 เริ่มขยับขึ้นเป็น 1.0-1.4% จาก 0.7% ในเดือนธ.ค.2558
ความผันผวนเป็นสิ่งที่ประเมินไว้ว่าจะเกิดขึ้นในปี 2559 ทั้งนี้แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะอยู่ในสถานะที่ดีกว่าประเทศขนาดใหญ่อื่นๆ ทั้งในกลุ่มสหภาพยุโรป, ญี่ปุ่น และจีน แต่ก็ไม่ได้แข็งแรงมากเพราะส่วนหนึ่งถูกกระทบจากประเทศคู่ค้าในโลกที่ชะลอตัว และการแข็งค่าของเงินดอลลาร์กดดันภาคการค้าระหว่างประเทศ ในยามที่ราคาหุ้นตอบรับมุมมองทางลบไปมากจนราคาน่าจูงใจและอัตราผลตอบแทนในตลาดเงินต่ำมากๆ ช่วยกระตุ้นให้มี Flow กลับเข้ามาลงทุน ตลาดหุ้นก็ดีดตัวขึ้น แต่ก็อาจไม่สามารถปรับขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง เพราะความที่เศรษฐกิจมหภาคของประเทศส่วนใหญ่ไม่ได้แข็งแกร่งมาก ก็ทำให้มีแรงขายทำกำไรกดให้เกิดการอ่อนตัวตามมา รวมทั้งในช่วงนี้การคาดการณ์ถึงโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยได้กลับมาเป็นกระแสด้วย ก็ยิ่งทำให้ตลาดหุ้นมีสิทธิแกว่งหรือปรับฐานก่อนในระยะสั้นมาก
กลยุทธ์การลงทุน : เน้นลงทุนในหุ้นคุณภาพ ซึ่งหมายถึงหุ้นที่มีธุรกิจมั่นคง ความเสี่ยงต่อการปิดกิจการแทบไม่มีหรือต่ำมากๆ ผลประกอบการมีโอกาสเติบโตได้ดีในระยะยาว ฐานะการเงินแข็งแรง หนี้สินสุทธิต่อทุนต่ำ จ่ายปันผลได้ดีอย่างสม่ำเสมอ และมี Valuation ที่จูงใจ...ทั้งนี้แม้ว่าหุ้นประเภทนี้จะไม่สามารถปรับขึ้นสวนในช่วงตลาดขาลง (คือก็ลงไปพร้อมกับตลาด) แต่ก็มีโอกาสที่จะให้อัตราผลตอบแทนที่ติดลบน้อยกว่า (Outperform in Bearish Market) เพราะมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีค้ำยัน และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเข้ามาช่วย ซึ่งก็ดีกว่าการถือหุ้น High Beta ที่ไม่จ่ายปันผลหรือจ่ายน้อยมากๆ สำหรับจังหวะในการลงทุน แนะนำเป็นการทยอยซื้อสะสมจังหวะที่ราคาหุ้นอ่อนตัว หุ้นเด่นประเภทนี้ใน DBS Vickers Coverage ได้แก่ BBL, KTB, TCAP, SCC, BCP, PTT, PTTGC, TU, AP, LPN, SPALI เป็นต้น









