วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

TFG บุกตลาดนอก กู้ศรัทธา & ฟื้นกำไร

เนื้อไก่ดิบในประเทศซบเซา สวนทางตลาดส่งออก บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป ตะลุยสนามญี่ปุ่น และยุโรป พร้อมเดินเครื่องผลิต 'ไส้กรอกไก่' เต็มตัว

'ราคาไก่และสกุร' ที่ตกต่ำตลอดปี 2558 จาก 41.1 บาทต่อกิโลกรัม ในปี 2557 เหลือ 36.3 บาทต่อกิโลกรัม ในปี 2558 และจาก 70 บาทต่อกิโลกรัม เหลือ 67.5 บาทต่อกิโลกรัม ตามลำดับ

นอกจากจะทำให้ บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป หรือ TFG ผู้ผลิตอาหารแบบครบวงจรที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตไก่และสุกร 'พลิกขาดทุน' 1,574 ล้านบาท ในปี 2558 จากปีก่อนที่มี 'กำไรสุทธิ' 922 ล้านบาท

เรื่องดังกล่าวยังเป็นปัจจัยสำคัญที่คอยกดดันราคาหุ้น TFG ไม่ให้ซื้อขายโผล่พ้นราคาจอง 1.95 บาท ปัจจุบันซื้อขายเฉลี่ย 1.39 บาท แม้ตลอดปี 2558 บริษัทจะมีปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ไก่และสุกรเพิ่มขึ้น และมีรายได้จากธุรกิจอาหารสัตว์มากขึ้นก็ตาม

ทว่าก่อนบริษัทจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ต.ค.2558 'วินัย เตียวสมบูรณ์กิจ' ประธานกรรมการบริหาร ในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัทได้ชักชวน 'เชิดศักดิ์ กู้เกียรตินันท์' อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีทีเอช

ในฐานะคนสนิท 'วิชัย ทองแตง' นักลงทุนรายใหญ่ และผู้ถือหุ้นใหญ่ CTH ให้เข้ามาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาบริษัท เมื่อเดือนก.ย.2558 ก่อนจะแต่งตั้งเป็น 'ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ' ในวันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา

'เชิดศักดิ์ กู้เกียรตินันท์' ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บมจ.ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป หรือ TFG เล่าให้ 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week' ฟังว่า ก่อนบริษัทจะเข้าตลาดหุ้นมีโอกาสไปร่วมวงทานอาหารกับ 'วิชัย ทองแตง' และ 'วินัย เตียวสมบูรณ์กิจ' ตอนนั้นเจ้าของให้ลองวิเคราะห์หุ้น TFG ในมุมของนักลงทุนรายย่อย

แม้จะเพิ่งศึกษาการลงทุนในบริษัทแห่งนี้มาไม่นาน แต่ก็บอกคุณวินัยไปตรงๆ ว่า เป็นการลงทุนที่ค่อนข้างยากในเวลานี้ เพราะวงจรธุรกิจขึ้นลงตามราคาวัตถุดิบ แต่หากบริษัทสามารถควบคุมต้นทุนและลดความเสี่ยงได้ดี อาจทำให้นักลงทุนพอจับจังหวะการลงทุนหุ้นได้บ้าง

'ย้ายสายงานจากเทเลคอมมาเป็นกึ่งเกษตร ส่วนตัวไม่ได้ปรับวิธีการทำงานเท่าไรนัก เพราะธุรกิจนี้ยังคงต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงาน โดยเฉพาะในเชิงของการพัฒนาโปรดักที่เกี่ยวข้องกับการขายทั้งในและนอกประเทศ' 

๐ส่งเนื้อไก่บุกตลาดญี่ปุ่น

เมื่อถามถึงแผน 'ธุรกิจไก่' ที่คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 65% ในปี 2559 เขา ตอบว่า สถานการณ์การบริโภคเนื้อไก่ดิบภายในประเทศที่ขยายตัวเพียง 3-5% ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ยอดส่งออกเติบโต 17% ทำให้บริษัทตัดสินใจส่งออกเนื้อไก่ดิบครั้งแรก เมื่อปี 2558 คิดเป็นสัดส่วน 7% แบ่งเป็นแถบยุโรป 60% ญี่ปุ่น 40%

ฉะนั้นเมื่อสถานการณ์การบริโภคภายในประเทศตลอดปี 2559 ยังคงโตในทางต่ำ เมื่อเทียบกับการส่งออก ทำให้บริษัทตัดสินใจบุกตลาดส่งออกมากขึ้นในปีนี้ คิดเป็นสัดส่วน 20% แต่จะหันมาเน้นจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น 60% และยุโรป 40%

หลังบริษัทได้ร่วมลงทุนในบริษัท SEVEN FOODS Company Limited ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศญี่ปุ่น คิดเป็นสัดส่วน 45.71% เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออก ผลิต และจำหน่ายเนื้อไก่ และผลิตภัณฑ์จากไก่ รวมทั้งธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในประเทศญี่ปุ่น

'บริษัทร่วมทุนในประเทศญี่ปุ่น มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ฉะนั้นคงจะช่วยให้ทีเอฟจีสามารถบุกตลาดญี่ปุ่นได้ตามแผน'

สำหรับแผนการจำหน่ายเนื้อไก่ดิบภายในประเทศ เขา เล่าว่า ปัจจุบันบริษัทมีกลุ่มลูกค้าหลัก 4 กลุ่ม คือ 1.นายหน้าซื้อขาย คิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ย 50% 2.บริษัทอุตสาหกรรมค้าปลีก คิดเป็นสัดส่วน 10% 3.ผู้ค้าปลีก 10% และ 4.ลูกค้าส่งออกตัวแทนส่งออกและตัวแทนรับซื้อเพื่อส่งออก ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนลูกค้าอยู่ในระบบประมาณ 350 ราย

ตามแผนงานบริษัทตั้งใจจะเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายใน 'บริษัทอุตสาหกรรมค้าปลีก' โดยเฉพาะกลุ่มที่นำเนื้อไก่ดิบไปแปรรูปเป็นอาหารคนและอาหารสัตว์ คาดว่าสัดส่วนจะขยับจาก 10% เป็นเฉลี่ย 20% ภายในปีนี้

นอกจากนั้นจะเพิ่มสัดส่วนการขายใน 'ผู้ค้าปลีก' มากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้เพียงบางสาขาของลูกค้าเท่านั้น ฉะนั้นจะเจรจาของนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในสาขาอื่นๆของลูกค้า รวมถึงสาขาใหม่ด้วย และอาจนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆไปวางจำหน่าย

ขณะเดียวกันยังมีแผนจะรุก 'ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไก่และสุกร' มากขึ้น หลังปีก่อนได้ชิมลางทำ 'ผลิตภัณฑ์ไส้กรอกไก่' ล่าสุดอยู่ระหว่างก่อสร้างโรงงานผลิตไส้กรอกไก่ กำลังการผลิต 30 ล้านตันต่อวัน ตั้งอยู่ในอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี มูลค่าการลงทุน 380 ล้านบาท คาดว่าในช่วงไตรมาส 2 ปี 2559 โรงงานจะแล้วเสร็จ และปีนี้อาจมีสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์แปรรูปเฉลี่ย 5% 

๐ ปีหน้าผุดผลิตภัณฑ์แปรรูปสุกร

'ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ' เล่าถึงแผน 'ธุรกิจสุกร' ที่คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 25% ว่า เมืองไทยจัดอยู่ในโซนนิ่งของโรคปากและเท้าเปื่อย หรือ Foot-and-Mouth Disease (FMD) ทำให้ไม่สามารถส่งออกสุกรได้ ยกเว้นประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในโซน FMD ด้วยกัน ฉะนั้นบริษัทจึงเน้นจำหน่ายสุกรเพียงภายในประเทศเท่านั้น

ปัจจุบันซัพพลายเนื้อสุกรขยายตัวเฉลี่ยเพียง 3-5% สิ่งเดียวที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายได้ คือ หันมาทำ 'ผลิตภัณฑ์สุกรแปรรูป' จากปัจจุบันที่เน้นจำหน่ายเพียงสุกรเป็น และสุกรชำแหละเท่านั้น แม้สกุรแปรรูปจะมีอัตรากำไรขั้นต้นไม่สูงเหมือนแปรรูปไก่ที่อยู่ระดับเฉลี่ย 15% ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นหารายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง

๐ ขยับยอดขายอาหารสัตว์สู่ 20%

แผน 'ธุรกิจอาหารสัตว์' สําหรับไก่และสุกร 'เชิดศักดิ์' ยอมรับว่า ปีนี้มีโอกาสเติบโตสูงมาก เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีสัดส่วนรายได้เฉลี่ย 10% เนื่องจากโรงงานยังมีกำลังการผลิตเหลือ ฉะนั้นจะนำการผลิตที่เหลือมาขายให้ฟาร์มภายนอก จากปกติที่ผลิตเพื่อใช้ภายในเท่านั้น เบื้องต้นต้องการขยับสัดส่วนรายได้เป็น 20%

ปัจจุบันมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 3 แห่ง โดย 2 โรงแรก ตั้งอยู่ในจังหวัดสุพรรณบุรี กำลังการผลิตรวม 70,000 ตันต่อเดือน และโรงที่สามตั้งอยู่จังหวัดปราจีนบุรี กำลังการผลิต 50,000 ตันต่อเดือน ซึ่งโรงงานทั้งสามแห่งเดินเครื่องผลิตอยู่ประมาณ 75% โดยโรงงานแห่งที่สามยังเดินเครื่องผลิตเพียง 50% เท่านั้น

'อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ที่ผ่านมาเติบโตเพียง 3-5%'

๐ เจาะตลาดเออีซี

เมื่อถามถึงแผนบุกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี นายคนใหม่ บอกว่า อนาคตจะรุกตลาดนี้มากขึ้น จากเดิมที่จำหน่ายผ่านพ่อค้าคนกลางเท่านั้น ตอนนี้อยู่ระหว่างศึกษา คาดว่าจะได้เห็นภาพชัดเจน ภายในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2559

ในช่วง 3 ปีก่อน บริษัทได้เข้าไปก่อสร้างโรงงานสุกร และอาหารสัตว์สุกร ในประเทศเวียดนาม กำลังผลิต 9,000 ตันต่อเดือน ส่วนตัวมองว่า โอกาสที่โรงงานเวียดนามจะมีกำลังการผลิตสูงเหมือนเมืองไทยที่ระดับ 45,000 ตันต่อเดือน ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะโรงงานใช้โมเดลเดียวกับเมืองไทย
ที่สำคัญเวียดนามบริโภคเนื้อสุกรมากกว่าเมืองไทย 3 เท่าต่อคนต่อปี ที่สำคัญเวียดนามมีประชากรมากถึง 83 ล้านคน ที่ผ่านมาโรงงานแห่งนี้ยังไม่ได้สร้างรายได้อย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งในปี 2559 อาจมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 20% หลังสินค้าได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้บริโภค

เบื้องต้นบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการเข้าไปตั้งฟาร์มเพาะเลี้ยงในประเทศพม่า เพราะวัฒนธรรมใกล้เคียงเมืองไทย ถ้าเข้าไปจริงอาจหาพันธมิตรเหมือนที่ทำในประเทศญี่ปุ่น และอนาคตอาจทยอยส่งผลิตภัณฑ์ไปจำหน่าย แต่คงต้องศึกษารายละเอียดอย่างรอบครอบอีกครั้ง ตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุป
ปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดเนื้อไก่ดิบ 'เบอร์ 3 ของอุตสาหกรรม' โดยมีปริมาณการผลิตประมาณ 360,000 ตัวต่อวัน ส่วนสุกรอยู่อันดับ 3 เช่นกัน

'การบริโภคไก่ในแถบเออีซีมีโอกาสเติบโตสูง เพราะเป็นโปรตีนที่ถูกที่สุด'

๐ ปีนี้พลิกเป็น 'กำไรสุทธิ' 

สำหรับทิศทางผลประกอบการในปี 2559 'ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ' มองว่า ในแง่ของ 'รายได้รวม' มีโอกาสขยายตัวมากกว่า 20% ส่วน 'กำไรสุทธิ' ต้องดีขึ้นกว่าปี 2558 เนื่องจากมีการบริหารต้นทุนวัตถุดิบได้ดีขึ้น

รวมถึงราคาขายผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ดิบอาจปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อน ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ หลังรัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาภาคเกษตรกรรม ฉะนั้นหากให้วิเคราะห์ราคาเนื้อไก่ปี 2559 เชื่อว่า ได้ผ่านพ้น “จุดต่ำสุด” มาแล้ว ซึ่งราคาเฉลี่ยอาจเติบโต 5-10% จากราคาสิ้นปีก่อน

แต่หากพูดถึงในแง่ราคาขายเฉลี่ยของบริษัทอาจดีขึ้นกว่าปีก่อนเช่นกัน หลังหันมาเน้นส่งออกมากขึ้น โดยราคาขายส่งออกของทีเอฟจีอาจอยู่ระดับกว่า 2,000 เหรียญต่อตัน ซึ่งราคาส่งออกในปี 2557 เคยขึ้นไปสูงถึง 3,400 เหรียญต่อตัน แต่ช่วงนั้นยังไม่ได้ส่งสินค้าออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ ฉะนั้นหากสถานการณ์โลกดีขึ้น โอกาสจะเห็นราคาขายส่งออกขยับขึ้นไปยืนระดับเดิมไม่น่ายาก

เขา เล่าต่อว่า ปัจจุบันผู้ส่งออกไก่จากประเทศบราซิล กำลังเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดในประเทศญี่ปุ่น แม้เนื้อไก่ดิบจะมีขนาดเล็ก แต่เนื่องจากราคาขายถูกกว่าเนื้อไก่ดิบไทย ทำให้ลูกค้าญี่ปุ่นบางรายหันไปซื้อเนื้อไก่จากบราซิลแทนเมืองไทย

แม้บราซิลจะทำตลาดอย่างหนัก แต่ลูกค้าบางรายยังชื่นชอบการตัดแต่งเนื้อไก่จากเมืองไทยมากกว่า ที่สำคัญต้นทุนขนส่งของไทยต่ำกว่าบราซิล และยังคงมาตรฐานการส่งสินค้าสม่ำเสมอ แต่เราจะไม่นิ่งนอนใจยังคงจับตาดูสถานการณ์ตลอดเวลา

'เศรษฐกิจยุโรปดีขึ้นมาก เห็นจากยอดส่งออก เพียงแต่เราต้องเข้มข้นในเรื่องของคุณภาพสินค้ามากขึ้น ตอนนี้อยู่ระหว่างคุยกับพันธมิตรยุโรป เพื่อดันยอดขายสูงกขึ้น'

'เชิดศักดิ์' ทิ้งท้ายว่า ภายในปี 2559 อาจเห็นบริษัท 'เปิดโรงงานแห่งใหม่ในเมืองไทย' ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์แปรรูป น่าจะได้ข้อสรุปในช่วงไตรมาส 2 ปี 2559 หรือในช่วง 6 เดือนหลังปี 2559

'ปีนี้จะเดินหน้าลดต้นทุนอย่างจริงจัง หลังราคาขายไม่ได้อยู่ในอำนาจที่ควบคุมได้ ฉะนั้นนักลงทุนจะเห็นการเปลี่ยนแปลงขององค์กรแห่งนี้ ภายในปี 2559 แน่นอน'