วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กินรวบสินเชื่อภูธร 'เมืองไทย ลิสซิ่ง'

เร่งสปีดขยายสาขาต่างจังหวัด หวังรักษาเป้าโตต่อเนื่อง 3 ปี เฉลี่ยปีละ 50%“ชูชาติ เพ็ชรอำไพ” แห่ง 'เมืองไทย ลิสซิ่ง' เอาใจรากหญ้า

พัฒนาการที่ร้อนแรง!!! ทั้งในแง่ของฐานะการเงิน และราคาหุ้น ส่งผลให้ บมจ. เมืองไทย ลิสซิ่ง หรือ MTLS ผู้ให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถและสินเชื่อบุคคล ผ่านสาขาของบริษัทที่ส่วนใหญ่อยู่ในต่างจังหวัด กลายเป็นหุ้นที่เหล่านักวิเคราะห์แนะนำให้ 'ซื้อ' หลังมองว่า ผลการดำเนินงานในช่วงปี 2558-2560 ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ก่อนบริษัทจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 พ.ย.2557 ทีมบริหาร เคยประกาศแผนธุรกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2558-2560) ว่า ผลประกอบการและยอดปล่อยสินเชื่อต้องเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% ต่อปี

ทว่าในปี 2558 บริษัทมีพอร์ตสินเชื่อขยายตัว 70% จากปีก่อนหน้าที่มีพอร์ตสินเชื่อระดับ 7,448 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิเติบโต 51.62% จากปี 2557 ที่มีกำไรสุทธิ 554.12 ล้านบาท 'ทุบสถิติสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท'

ขณะเดียวกันราคาหุ้น MTLS ยังปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 77.9% จากราคาไอพีโอ 5.50 บาท โดยราคาเคยขึ้นไปสัมผัส 'จุดสูงสุด' 22.10 บาท เมื่อวันที่ 22 พ.ย.2558 ล่าสุด บล.เอเชีย พลัส ให้ราคาเหมาะสม 30.60 บาท หลังมองว่า บริษัทจะมีสาขาในเมืองไทยมากถึง 1,750 แห่ง ภายในปี 2560

'ชูชาติ เพ็ชรอำไพ' ประธานกรรมการบริการ บมจ.เมืองไทย ลิสซิ่ง หรือ MTLS ตอกย้ำแผนธุรกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า (2558-2560) ผ่าน 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week' ว่า บริษัทยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้าใหม่ เพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายผลประกอบการเติบโตเฉลี่ยปีละกว่า 50%

สำหรับแผนธุรกิจปี 2559 จะเร่งมือขยายสาขาในพื้นที่ใหม่ๆ โดยเฉพาะภาคอีสาน และภาคใต้ เบื้องต้นอาจเปิดสาขาใหม่ 450 แห่ง มูลค่าลงทุนเฉลี่ย 150 ล้านบาท และอีก 400 แห่ง ในปี 2560 จากปัจจุบันที่มีสาขากว่า 900 แห่งทั่วประเทศไทย (เน้นตลาดต่างจังหวัด) เท่ากับว่า ภายในปี 2560 บริษัทจะมีสาขาทั้งสิ้น 1,750 แห่ง ตามแผนงาน

'ผลประกอบการ และยอดปล่อยสินเชื่อ ในปี 2559-2560 ยังคงเป้าหมายเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% เหมือนเดิม'

กลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าครอบคลุมทั่วประเทศของบริษัท ถือว่า ประสบความสำเร็จ สะท้อนผ่านยอดปล่อยสินเชื่อในปี 2558 ที่ขยายตัวกว่า 50% โดยมียอดปล่อยเงินสินเชื่อทะลุ 2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ระดับ 1.65 หมื่นล้านบาท เรียกว่า เป็นการทำธุรกรรมที่สูงกว่าคู่แข่ง

เขา เล่าต่อว่า ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 3 ประเภท คือ สินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 60%,สินเชื่อรถยนต์ คิดเป็นสัดส่วน 35% และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์-สินเชื่อส่วนบุคคลไม่มีหลักประกัน คิดเป็นสัดส่วน 5%

โดยภายใน 3 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้สินเชื่อรถยนต์จะเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 40% เนื่องจากยอดปล่อยสินเชื่อรถยนต์หนึ่งคัน ใช้เงินเฉลี่ย 8 หมื่นบาท สูงกว่ายอดปล่อยสินเชื่อจักรยานยนต์หนึ่งคัน ที่ใช้เงินเฉลี่ยเพียง 1.4 หมื่นบาท ถือเป็นการผลักดันยอดสินเชื่อให้เติบโตตามแผนงาน

บริษัทไม่ได้ทิ้งตลาดสินเชื่อรถจักรยานยนต์ เพราะนโยบายหลักยังต้องการเป็นผู้นำอันดับ 1 ของตลาดรถจักรยานยนต์ แต่พอร์ตรถยนต์ที่มีสัดส่วนมากขึ้น เนื่องจากตลาดสินเชื่อรถยนต์มีจำนวนคู่แข่งค่อนข้างมากส่งผลให้มีการแข่งขันสูง

ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2558 บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ 'สินเชื่อที่ดิน' ซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่จะทำให้ผลประกอบการของบริษัทขยายตัวตามเป้าหมาย เบื้องต้นปีนี้จะปล่อยสินเชื่อที่ดินประมาณ 400 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่ปล่อยสินเชื่อไปแล้ว 240 ล้านบาท โดยวงเงินปล่อยกู้เฉลี่ย 2 แสนบาทต่อราย

ภายใน 3 ปีข้างหน้า บริษัทจะยังไม่มีแผนแตกไลน์ไปสู่ธุรกิจใหม่ ขอทำธุรกิจเดิมให้ประสบความสำเร็จเสียก่อน โจทย์สำคัญ คือ ขยายสาขาทั่วทุกภูมิภาคของเมืองไทย ซึ่งแต่ละสาขาจะใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 3.5 แสนบาท บริษัทตั้งใจว่าหนึ่งสาขาจะใช้เวลาคุ้มทุนเพียง 1 ปี

'อนาคตอาจออกไปลงทุนนอกบ้าน แต่ตอนนี้ขอโฟกัสในเมืองไทยก่อน' 

'ประธานกรรมการบริหาร' เล่าต่อว่า ภาวะเศรษฐกิจซบเซา ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทำให้ลูกค้าสนใจขอสินเชื่อมากขึ้น แม้บริษัทจะได้ประโยชน์บ้าง แต่ต้องระมัดระวังเกี่ยวกับการผ่อนชำระของลูกค้า เพราะลูกค้าบางรายอาจมีความสามารถในการผ่อนชำระลดลง

ที่ผ่านมาบริษัทมี 'หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้' หรือ NPL เพียง 1% โดยจะพยายามควบคุมตัวเลขไม่ให้เกิน 1.5% ตัวเลขนี้ถือว่า ต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่อยู่ระดับ 5% เมื่อถามถึงกลยุทธ์การควบคุมตัวเลข เขาบอกว่า

นอกจากบริษัทจะมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจมายาวนานแล้วยังมีกระบวนการติดตามหนี้ผ่านระบบ MTL Model ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลลูกหนี้และติดตามลูกหนี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกันยังมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญตามความเหมาะสม โดยในปี 2559 จะตั้งสำรองระดับ 335 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนที่อยู่ 311 ล้านบาท ตามแผนภายในปีนี้บริษัทจะทยอยตัดหนี้สูญออกไตรมาสละ 2-3 ล้านบาท

'ปีนี้บริษัทอาจมีอัตราส่วนวัดความสามารถในการชำระหนี้ หรือ Coverage Ratio เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 256% ตามการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น'

เมื่อถามถึงทิศทางผลประกอบการในปี 2559 'ชูชาติ' บอกว่า ต้องเติบโตกว่า 50% เขาย้ำ ในแง่ของรายได้รวมต้องมากกว่า 2.55 พันล้านบาท และยอดปล่อยสินเชื่อรวมต้องมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท ปัจจุบันบริษัทมีสินเชื่อคงค้าง 1.26 หมื่นล้านบาท คาดว่าสิ้นปีนี้สินเชื่อคงค้างจะเพิ่มอีก 50%

ส่วนในแง่ของกำไรสุทธิคงขยายตัวจากปีก่อน หลังบริษัทมีการจัดการดอกเบี้ยจ่ายได้ดีขึ้น โดยก่อนเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทมีดอกเบี้ยจ่าย 6% แต่ปัจจุบันมีช่องทางและเครื่องมือทางการเงินอื่นๆเข้ามาช่วย เช่น ออกหุ้นกู้ ฉะนั้นต้นทุนทางการเงินจะเหลือเพียง 4% เท่ากับว่า บริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้น 2%

'ตอนนี้บริษัทมีอัตราหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ระดับ 1.3 เท่า ฉะนั้นยังมีความสามารถในการกู้ได้อีกมาก ซึ่งแบงก์ให้เรากู้ได้ 4 ต่อ 1' 

๐ ผู้นำ 'นาโนไฟแนนซ์'

'ชูชาติ' บอกว่า ปัจจุบัน 'เมืองไทย ลิสซิ่ง' เป็นผู้นำอันดับ 1 ตลาดสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ของเมืองไทย จากรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่า บริษัทมียอดปล่อยสินเชื่อสูงสุดเป็นอันดับหนึ่ง โดยมียอดปล่อยประมาณ 95% ของพอร์ตรวมทั้งประเทศ และมียอดปล่อยกู้เฉลี่ยต่อเดือนกว่า 22 ล้านบาท

การปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ถือว่า 'ยากลำบาก' เพราะเป็นการปล่อยสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ฉะนั้นจะมีความเสี่ยงสูงมาก แต่เนื่องจากบริษัทอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้นต้องทำธุรกิจตอบสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้จากระบบสถาบันการเงิน

'ปี 2559 ตั้งเป้าจะปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ 500 ล้านบาท ถือเป็นบริษัทที่ปล่อยสินเชื่อมากที่สุดในเมืองไทย' 

สาเหตุที่บริษัทกล้าปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ เพราะว่ามีฐานลูกค้าเดิมอยู่จำนวน 8 แสนราย โดยเราจะเข้าไปดูความต้องการใช้เงินของลูกค้าและคัดเลือกลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ที่ดี ไม่เคยค้างชำระ ปัจจุบันบริษัทปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์แล้ว 7 พันราย วงเงิน 130 ล้านบาท โดยวงเงินที่ปล่อยให้ลูกค้าแต่ละรายไม่เกิน 2 หมื่นบาท

'ชูชาติ' บอกว่า บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการเพิ่มสภาพคล่องของหุ้นที่หมุนเวียนในตลาด (Free Float) หลังเดินทางไปโรดโชว์ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา แล้วพบว่า นักลงทุนสถาบันต่างประเทศหลายรายต้องการถือหุ้น MTLS เพิ่มเติม แต่หุ้นมีสภาพคล่องต่ำเพียง 20%

'กลุ่มของผมยังไม่มีแผนจะขายหุ้น ปัจจุบันยังคงถือหุ้น 70%'

ในช่วงกลางเดือนมี.ค.นี้ บริษัทจะไปนำเสนอข้อมูลที่ประเทศฮ่องกงกับบล.ยูบีเอส (ประเทศไทย) และบล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) คำถามที่พบบ่อยๆ คือ บริษัทมีกลยุทธ์ผลักดันกำไรให้เติบโต 50% ได้อย่างไร เขาค่อนข้างประหลาดใจ ล่าสุดกองทุนต่างชาติยกให้หุ้น MTLS ขึ้นแท่นบริษัทน่าจับตามองแล้ว

'ปัจจุบันมีกองทุนในประเทศถือหุ้น MTLS เพียง 2-3% แต่เชื่อว่าหลังจากโรดโชว์จะมีกองทุนต่างชาติสนใจมากขึ้น'