วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

SAMART - ถือ

ปี 58 กำไรสุทธิลดลง 46%YoY คาดปี 59 ฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำ

ประเด็นสำคัญในการลงทุน :

- ปี 58 บริษัทมีกำไรสุทธิ 808 ล้านบาทลดลง 46%YoY :  ปี 58 บริษัทได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซารวมถึงการแข่งขันที่รุนแรงในธุรกิจโทรศัพท์มือถือส่งผลให้บริษัทลูก SIM มีกำไรสุทธิลดลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากผู้ให้บริการรายต่างๆใช้กลยุทธ์แจกโทรศัพท์มือถือให้ผู้ใช้บริการ รวมถึง SAMTEL ที่ได้รับผลกระทบจากการเลื่อนประมูลโครงการของภาครัฐส่งผลให้ไม่สามารถรับรู้รายได้ตามเป้าและทำให้กำไรสุทธิลดลงถึง 43%YoY ส่งผลให้ SAMART มีกำไรสุทธิเท่ากับ 808 ล้านบาทลดลง 46%YoY

- ปรับประมาณการกำไรปี 59 ลดลง 16% แต่ยังเติบโต 16% จากฐานที่ต่ำ : ฝ่ายวิจัยคาดว่าปี 59 บริษัทจะฟื้นตัวจากปีก่อนหลังจากกำไรสุทธิออกมาเพียง 808 ล้านบาทเทียบกับผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีก่อนที่อยู่ในระดับ 1 พันล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจาก SIM ที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจลดการพึ่งพาการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือจาก 90% ของรายได้ทั้งหมดเหลือเพียงราว 60% โดยจะเปิดธุรกิจใหม่ชื่อร้าน Open ซึ่งจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือต่างๆรวมถึงการเปิดเว็บไซต์ที่เน้นจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้า SME ซึ่งทำให้ได้ส่วนแบ่งรายได้จากการขายสินค้าดังกล่าวโดย นอกจากนี้ SAMTEL ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวหลังจากที่บริษัทรับรู้รายได้จากระบบคัดกรองผู้โดยสารที่จะรับรู้รายได้ 11 บาทต่อผู้โดยสาร 1 คนรวมถึงการคาดการณ์ว่าโครงการภาครัฐต่าง ๆ ที่เลื่อนประมูลในปีก่อนจะเปิดประมูลในปีนี้และกลุ่มธุรกิจอื่นๆที่คาดว่าจะฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำปีก่อน ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยได้ปรับลดประมาณกำไรปี 59 จากเดิม 1,118 ล้านบาทเหลือ 941 ล้านบาทซึ่งเพิ่มขึ้น 16%YoY

- บริษัทลูกU-trans เป็นหัวใจหลักการเปลี่ยนแปลงของบริษัท : ผู้บริหารคาดว่า U-trans ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทลูกของ SAMART และ IPO เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ในอีก 2 ปีข้างหน้า บริษัทนี้ทำธุรกิจด้านก่อสร้าง พลังงาน และขนส่ง ซึ่งคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตที่สูงในอีก 2 ปีข้างหน้าจากการรับงานก่อสร้างโรงงานไฟฟ้าที่เป็นเมกะโปรเจ็ค เช่น โครงการพลังงานไฟฟ้าถ่านหินขนาด 2,000 MW มูลค่า 5,075 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโครงการโรงไฟฟ้าขยะที่เชียงใหม่และเชียงรายรวม 24MW มูลค่าราว 3,600 ล้านบาทซึ่งจะเริ่มก่อสร้างราวปี 2560

- เปลี่ยนคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ” ปรับลดราคาเป้าหมายปี 59 เหลือ 18.10 บาท : แม้กำไรสุทธิมีแนวโน้มฟื้นตัวแต่ยังคงมีความกังวลจากสายธุรกิจต่างๆที่อาจฟื้นตัวไม่ชัดเจนมากนักจึงเป็นความเสี่ยงของบริษัท จากประมาณกำไรสุทธิที่ลดลงจากเดิมทำให้มูลค่าเหมาะสมใหม่ซึ่งประเมินจากวิธี Sum of the parts ได้เท่ากับ 18.10 บาทลดลงจากเดิม 10% และราคาสูงกว่าราคาปิดปัจจุบันไม่มากนักเราจึงเปลี่ยนคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ถือ”