วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คมนาคมเดินหน้ารับฟังความเห็นรถไฟไทย-จีน

"คมนาคม" เดินหน้ารับฟังความเห็นรถไฟไทย-จีน หวังสร้างการรับรู้ข้อมูล และความเข้าใจให้ประชาชน

นายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงคมนาคม เป็นประธานเปิดการสัมมนา เพื่อสร้างการรับรู้ข้อมูล ความเข้าใจ รับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของประชาชน ครั้งที่ 5 ภายใต้โครงการก่อสร้างรถไฟขนาดทางมาตรฐาน มีผู้แทนจากภาครัฐ เอกชน ธุรกิจ อุตสาหกรรม สมาคมการค้าจังหวัด และประชาชนจังหวัดสระบุรี เข้าร่วมกว่า 300 คน สระบุรีเป็นจังหวัดแรกที่อยู่ในแนวเส้นทางโครงการก่อสร้างรถไฟขนาดทางมาตรฐานที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการก่อสร้างรถไฟขนาดทางมาตรฐานตามกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ. 2558 – 2565

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมดำเนินการแก้ไขปัญหาและพัฒนาระบบคมนาคมขนส่งของประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบราง ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในการขนส่งสินค้าที่มีอัตราต่ำรองลงมาจากการขนส่งทางน้ำ โดยการแก้ไขปัญหาความล่าช้าของรถไฟขนาดทาง 1 เมตร ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันระยะเร่งด่วน จะก่อสร้างรถไฟทางคู่ 7 เส้นทาง ระยะทางรวม 993 กิโลเมตร โดยช่วงฉะเชิงเทรา – คลองสิบเก้า – แก่งคอย และช่วงชุมทางถนนจิระ – ขอนแก่น เริ่มดำเนินการก่อสร้างแล้ว คาดว่าจะเสร็จภายในปี 2562 ช่วงประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร และช่วงมาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ อยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติโครงการ สำหรับช่วงลพบุรี – ปากน้ำโพ ช่วงนครปฐม – หัวหิน และช่วงหัวหิน – ประจวบคีรีขันธ์ อยู่ระหว่างการพิจาณาของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ คาดว่าจะอนุมัติให้ดำเนินโครงการฯ ภายปี 2559

สำหรับการดำเนินการโครงการก่อสร้างรถไฟขนาดทางมาตรฐาน 1.435 เมตร มีแนวเส้นทาง แบ่งเป็น 4 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 กรุงเทพฯ (บางซื่อ) – แก่งคอย ระยะทาง 118 กม. ช่วงที่ 2 แก่งคอย – มาบตาพุด ระยะทาง 239 กม. ช่วงที่ 3 แก่งคอย – นครราชสีมา ระยะทาง 134 กม. และช่วงที่ 4 นครราชสีมา – หนองคาย ระยะทาง 354 กม. รวมระยะทาง 845 กม. ซึ่งจะช่วยให้การขนส่งสินค้าและผู้โดยสารมีความสะดวก สบาย ตรงเวลา และรวดเร็วมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงระบบรางผ่านสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและเดินทางถึงสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ และเพิ่มทางเลือกในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผลิตผลทางการเกษตร เช่น ข้าว ยางพารา ผลไม้ มันสำปะหลัง เป็นต้น ที่ไทยจะส่งไปยังจีน ทวีปยุโรป และสหรัฐอเมริกา

สำหรับเรื่องมูลค่าของโครงการฯ ที่มีความสงสัยว่าทำไมปัจจุบันมีราคาเพิ่มขึ้นกว่าที่เคยศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2553 เนื่องจากราคาในอดีตเป็นการคาดคะเนยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดที่แท้จริง แต่ปัจจุบันทีมผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีนได้ทำการสำรวจและออกแบบรายละเอียดการก่อสร้างตามแนวเส้นทาง โดยออกแบบให้ระยะทางสั้นที่สุดและมีผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด จึงทำให้บางพื้นที่ต้องดำเนินการขุดเจาะอุโมงค์ โดยใช้เทคโนโลยีระดับสูง รวมทั้งราคาค่าวัสดุก่อสร้างเปลี่ยนไป จึงทำให้มูลค่าโครงการฯ สูงขึ้น

นอกจากนี้ ประเทศไทยได้จ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษารายละเอียดและประเมินมูลค่าการก่อสร้างที่ประเทศจีนได้ศึกษา สำรวจและออกแบบ หลังจากนั้นประเทศไทยจะดำเนินการเจรจาต่อรองราคากับประเทศจีนอีกครั้ง เพื่อให้มูลค่าโครงการฯ มีความเหมาะสม หลังจากนี้จะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งสุดท้ายที่จังหวัดระยอง วันที่ 10 มีนาคมนี้