กระทรวงพาณิชย์ ไฟเขียวคนต่างด้าว 32 ราย ประกอบธุรกิจในประเทศไทย เผยมีเงินลงทุนกว่า 165 ล้านบาท จ้างงานคนไทยเพิ่ม 200 คน
นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เปิดเผยว่า ในการประชุมของคณะกรรมการฯ เมื่อวันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 คณะกรรมการฯ ได้อนุญาตให้คนต่างด้าว 32 ราย ประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าวจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และฮ่องกง ซึ่งมีการนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจกว่า 165 ล้านบาท และส่งเสริมให้เกิดการจ้างงานคนไทยเพิ่มอีก 200 คน
สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ/ในกลุ่ม และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม จำนวน 9 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 38 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นบริการให้คำปรึกษาแนะนำและบริหารจัดการ และให้เช่าพื้นที่อาคาร โดยเป็นคนต่างด้าวจากประเทศญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 2. ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า และคู่ค้า จำนวน 5 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 27 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นบริการรับจ้างออกแบบ ติดตั้ง และวางระบบ โดยเป็นคนต่างด้าวจากประเทศญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 3. ธุรกิจบริการเป็นสำนักผู้แทน จำนวน 10 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 30 ล้านบาท เป็นการรายงานความเคลื่อนไหวทางธุรกิจเกี่ยวกับสภาวะเศรษฐกิจ การลงทุนให้สำนักงานใหญ่ และเป็นการให้คำแนะนำ และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าของสำนักงานใหญ่และบริษัทในเครือ โดยเป็นคนต่างด้าวจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง
4. ธุรกิจบริการเป็นคู่สัญญาภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ จำนวน 4 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 46 ล้านบาท ได้แก่ บริการจัดหา ก่อสร้าง ติดตั้ง และทดสอบสายส่ง/เสาส่งไฟฟ้าแรงสูง รวมทั้งอะไหล่และอุปกรณ์ที่ใช้กับ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ให้แก่ กฟผ. และบริการฝึกอบรม ให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยในการสำรวจ ขุดเจาะปิโตรเลียม ให้แก่ ปตท. โดยเป็นคนต่างด้าวจากประเทศอินเดีย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 5. ธุรกิจค้าปลีก จำนวน 3 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 21 ล้านบาท ได้แก่ การค้าปลีกแม่พิมพ์ และอุปกรณ์เสริม ชิ้นส่วนทดแทนอะไหล่ โดยเป็นคนต่างด้าวจากประเทศญี่ปุ่น และสิงคโปร์ 6. ธุรกิจค้าส่ง จำนวน 1 ราย มีเงินลงทุนจำนวน 3 ล้านได้แก่ การค้าส่งเม็ดพลาสติก โดยเป็นคนต่างด้าวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน
ทั้งนี้ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ธุรกิจบริการเป็นคู่สัญญาภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ เป็นธุรกิจที่มีการนำเงินลงทุน เข้ามาจำนวนสูงที่สุดถึง 46 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 28 ซึ่งเป็นการลงทุนในระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ได้แก่ ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูง และระบบความปลอดภัยในการสำรวจขุดเจาะปิโตรเลียม เป็นต้น
สำหรับจำนวนการอนุญาตนั้น มีธุรกิจที่ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 1 ราย คิดเป็นร้อยละ 3 ในขณะที่เงินลงทุนลดลง 912 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 85 เนื่องจากในเดือนมกราคม 2559 มีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจจัดการศูนย์ออกกำลังกายที่มีการลงทุนสูง และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ปรากฏว่า ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตลดลงจำนวน 6 ราย คิดเป็นอัตราร้อยละ 16 และมีเงินลงทุนลดลง 646 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 80









