“Local Alike” คือหนึ่งกิจการเพื่อสังคมที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้เป็น SE ก็เติบโตและทำกำไรได้ แถมยังเป็นที่สนใจของนักลงทุนด้วย
“ปีแรกที่จดทะเบียนบริษัท (2557) เรามีรายได้ประมาณ 2 ล้านบาท ปีที่สองรายได้เราจบที่ 11 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้าว่า จะไปถึงที่ประมาณ 30 ล้านบาท!”
ตัวเลขการเติบโต “ไม่มโน” ของกิจการเพื่อสังคมด้านการท่องเที่ยวชุมชน “Local Alike” ที่ “สมศักดิ์ บุญคำ” ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท โลเคิล อไลค์ จำกัด เปิดเผยกับกรุงเทพธุรกิจ Bizweek สะท้อนความน่าสนใจของกิจการเล็กๆ แห่งนี้
ประมาณ 3 ปีก่อน เราได้พูดคุยกับเขา และเห็นความตั้งใจของเด็กหนุ่มคนหนึ่งในการขันอาสามาทำเรื่องการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อให้ความสุขของนักท่องเที่ยว เป็นเรื่องเดียวกับความสุขของชุมชน ขณะที่สิ่งแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรม ก็ยังคงอยู่อย่างยั่งยืนด้วย
“ธุรกิจทำมาประมาณ 4 ปี สองปีแรก เราใช้เวลาไปกับการทำความเข้าใจตลาด เข้าใจชุมชน การทำงานกับชาวบ้าน และเริ่มจดทะเบียนบริษัทได้ประมาณปีครึ่ง แล้วก็เริ่มขายทัวร์ ซึ่งธุรกิจก็เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ทีมงานเองจากที่ผมทำกับน้องแค่สองคน ถึงวันนี้เรามีพนักงานฟูลไทม์ 12 คนแล้ว และกำลังประกาศรับสมัครคนเพิ่ม เพื่อรองรับธุรกิจที่ใหญ่ขึ้น”
คนหนุ่มบอกพัฒนาการของกิจการ ที่ดูจะเปลี่ยนแปลงจากช่วงเริ่มต้นไปมาก ทว่าภาพที่สวยงามแบบนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ถ้าใครติดตาม Local Alike มาตั้งแต่ต้นจะพบว่า พวกเขาไม่เคยหยุดนิ่ง แต่เลือกที่จะนำพาตัวเองไปขัดเกลาผ่านเวทีประกวดต่างๆ อยู่เสมอ ไปพูดคุยกับเหล่ากูรู ผู้เชี่ยวชาญ ที่พอจะช่วยชี้แนะการทำธุรกิจให้พวกเขาได้
“ผมรู้สึกว่ามันเป็นกำไรชีวิต และกำไรขององค์กรนะ ที่เราจะได้ไปเจอคนที่เขามีความรู้เยอะๆ เพื่อช่วยทำให้โมเดลของเราแข็งแรงขึ้น ซึ่งสำคัญกว่าเงินทุนที่จะได้ด้วยซ้ำ” เขาบอก
เหตุผลที่ต้องทำเช่นนี้ เพราะสิ่งที่ต้องเผชิญในช่วงเริ่มต้น คือความไม่เข้าใจของผู้คน ไม่ว่าจะ บริษัททัวร์ นักท่องเที่ยว ชุมชน หรือแม้แต่นักลงทุน
เมื่อยากที่จะทำให้ใครเข้าใจและยอมสนับสนุนได้ ก็ต้องอาศัยเวทีประกวดแผนธุรกิจเพื่อสังคม มา “บ่มเพาะ” ตัวเอง เวทีไหนชนะ ก็ได้เงินทุนมาสนับสนุนโครงการ แต่แม้ไม่ชนะก็ยังได้คอมเมนต์จากกรรมการ และองค์ความรู้ มาช่วยทำให้โมเดลชัดเจนขึ้น ที่สำคัญยังเป็นช่องทางประชาสัมพันธ์ตัวเอง “ฟรีๆ” จนชื่อของพวกเขาค่อยๆ เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น
จากคนโนเนม เลยเริ่มเนื้อหอม จนเข้าสู่ยุค “สวยเลือกได้” นักลงทุนที่เคยปฏิเสธเริ่มกลับมาสนใจพวกเขา จนปีที่ผ่านมาได้เงินทุนสนับสนุนจากทั้งนักลงทุนบุคคล (Angel Investor) และ เงินทุนร่วมลงทุน (Venture Capital: VC) มีเม็ดเงินรวมประมาณ 8 ล้านบาท ซึ่งพวกเขานำมาใช้ สร้างคน สร้างทีม และพัฒนาโมเดลธุรกิจให้สามารถขยายตัวต่อไปได้
โดยปัจจุบัน Local Alike แบ่งเป็น 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย หน่วยงานพัฒนา ทำหน้าที่พัฒนาชุมชนเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จากอดีตที่ต้องควักเนื้อตัวเองมาทำ หรือไม่ก็ใช้เงินที่ได้จากการแข่งขัน ปัจจุบันด้วยทักษะที่มากขึ้น พวกเขาเลยรับเป็นที่ปรึกษาและทำโครงการร่วมกับหน่วยงานองค์การมหาชนไม่ว่าจะ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท)
หน่วยงานที่ 2 ซึ่งถือเป็นรายได้หลักของ Local Alike คือ บริษัททัวร์ จากอดีตกลุ่มเป้าหมายไม่ชัดนัก ยังรับลูกค้าอย่างสะเปะสะปะ ทว่าวันนี้พวกเขาชัดเจนขึ้น คือมุ่งที่ตลาด “ลูกค้าองค์กร” เป็นหลัก
“นักท่องเที่ยวรายบุคคล การที่จะได้มา เราต้องทำตลาดบนเว็บไซต์เยอะมาก แต่ลูกค้าองค์กรใช้แรงไม่มาก แถมยังได้วอลุ่มที่เยอะกว่า เราจะได้เอาเวลาไปโฟกัสเรื่องการพัฒนาชุมชนอย่างเต็มที่” เขาบอกความต่าง
ลูกค้าบุคคลตัดสินใจบนความเชื่อหลายอย่าง และยังมีคำถามอยู่มากมาย แต่กับลูกค้าองค์กรพวกเขามีความต้องการที่ชัดเจนอยู่แล้ว คนตัดสินใจ 1 คน แต่ดึงคนมาเที่ยวได้ไม่ต่ำกว่า 10-20 คน แถมทริปการท่องเที่ยวชุมชนยังเป็นอะไรที่ใหม่ องค์กรทำก็ได้ซีเอสอาร์ และพนักงานก็ได้ความสนุกกับทริปใหม่ๆ ไปด้วย
“ลูกค้าองค์กรเรารับตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยต่อครั้งที่จัดก็ได้ขั้นต่ำประมาณแสนบาท สูงสุดที่เคยจัดมาแล้ว คือ 1 ล้านบาท โดยมีบริษัทหนึ่งส่งพนักงานมาประมาณ 200 คน” เขาบอกโอกาส ซึ่งปีที่ผ่านมาพวกเขามีลูกค้าองค์กรถึง 32 บริษัท
หน่วยงานสุดท้ายคือ Market Place ตลาดกลางเพื่อการท่องเที่ยวชุมชน ช่องทางที่จะให้ชุมชนซึ่งแข็งแรงแล้ว ได้มานำเสนอตัวเองผ่านเว็บไซต์ของ Local Alike (www.localalike.com) รวมไปถึงบริษัททัวร์ในพื้นที่ ที่ทำทัวร์อย่างยั่งยืน โรงแรมที่ทำงานกับชุมชน กลุ่มรถเช่า และอื่นๆ ที่คำนึงถึงความยั่งยืนและชุมชนเป็นที่ตั้ง จะได้มานำเสนอตัวเองผ่านช่องทางของพวกเขา เป้าหมายก็เพื่อเจาะตลาดลูกค้าต่างประเทศ ที่มาท่องเที่ยวตั้งแต่ 2-8 คน ซึ่งหากมากกว่านั้นก็จะส่งต่อมาที่บริษัททัวร์ของ Local Alike
การมาถึงของ Market Place จะตอบคำถามเรื่องการ “ขยายตัว” ของธุรกิจ ที่จะเข้าถึงชุมชนและผู้คนได้มากขึ้น โดยไม่ใช่แค่ในเมืองไทยแต่รวมถึงในภูมิภาคอาเซียนด้วย ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรในพื้นที่ ขณะนี่ยังเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับตัวกลางอย่างพวกเขาอีกด้วย
“Market Place ชุมชนมาใช้ฟรี ไม่ต้องเสียอะไร อย่างเขาอาจขายที่พัก 3 วัน 2 คืน ในราคา 3 พันบาท เราก็จะไปบวกเพิ่มกับนักท่องเที่ยวเอง เช่น อาจขาย 3,200 บาท เพื่อเป็นค่าบริหารจัดการของเราไป อย่างนี้เป็นต้น” เขาบอก
ประสบความสำเร็จในมุมของธุรกิจ ถึงขนาดตั้งเป้าว่าปีนี้จะทำรายได้ไปถึง 30 ล้านบาท แต่ในมิติเพื่อสังคม Local Alike ก็สร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาชาวบ้านในชุมชนที่พวกเขาไปทำงานด้วย มีรายได้เพิ่มขึ้นที่ประมาณ 20% ต่อปี มีชุมชนที่พัฒนาไปแล้ว ประมาณ 32 ชุมชน และตั้งเป้าว่าปีนี้จะพัฒนาได้ครบ 60 ชุมชน มีกองทุนที่ตั้งขึ้นร่วมกับชาวบ้าน จำนวน 7 หมู่บ้าน เป็นกองทุนที่มีคณะกรรมการกองทุนรวม 2 หมู่บ้าน ซึ่งเงินจากกองทุนนำมาจัดการปัญหาต่างๆ ที่เป็นความต้องการของชุมชน อาทิ ขยะ การศึกษา และเยาวชน เป็นต้น
นี่คือตัวอย่างความสำเร็จ ของคนที่พัฒนาตัวเองไม่หยุดนิ่ง โดยผลงานล่าสุดของพวกเขา คือการคว้ารางวัลชนะเลิศแคมเปญ “The Venture” ปี 2 ที่จัดโดย ชีวาส รีกัล โครงการเฟ้นหาสุดยอดนักธุรกิจเพื่อสังคมระดับโลก เพื่อชิงเงินรางวัลมูลค่า 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และกำลังจะเดินทางไปแข่งขันกับ SE ทั่วโลก ที่อเมริกา ในเดือนกรกฎาคมนี้
ใครจะเชื่อว่าปีที่แล้วพวกเขาก็เข้าประกวด และก็ “ตกรอบ” มาแล้ว
“ปีแรกเราตกรอบ เพราะตอบคำถามไม่ได้ว่า ธุรกิจจะสเกลได้อย่างไร ปีนี้รู้สึกแค่ว่า อยากไปตอบคำถามนี้ของกรรมการ ว่าการท่องเที่ยวเพื่อสังคมก็สเกลได้นะ และเราพร้อมแล้วที่จะตอบคำถามนี้”
คำตอบที่เตรียมไป ไม่ได้มีแต่ลมปาก ทว่าพวกเขาพิสูจน์ให้เห็นแล้ว ด้วยการลงมือทำจริง ซึ่งผลสำเร็จที่ผ่านมาก็คู่ควรแล้วกับ “ชัยชนะ” ในครั้งนี้





