วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกฯย้ำความร่วมมือหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-สหรัฐ

นายกฯกล่าวประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐ ย้ำความร่วมมือเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อาเซียน-สหรัฐฯ ระบุไทยสนใจพัฒนาการ"ทีพีพี"

ที่ซันนีแลนด์ เมืองรานโช มิราจ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าร่วมการประชุมช่วงที่ 1 ในการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ และได้กล่าวถ้อยแถลง ในหัวข้อ “การส่งเสริมความมั่งคั่งของภูมิภาค โดยผ่านนวัตกรรมและการประกอบการ” (Promoting Regional Prosperity Through Innovation and Entrepreneurship)  เน้นความเป็นหุ้นส่วนเพื่อประชาชนและความเป็นหุ้นส่วนแห่งอนาคต       

โดยพล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเยือนสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐฯ สมัยพิเศษ ครั้งนี้ เน้นย้ำความสำคัญที่สหรัฐฯ ให้กับอาเซียนผ่านการดำเนินนโยบายปรับสมดุล หรือ “Rebalancing”    

ทั้งนี้สหรัฐฯ เป็นหุ้นส่วนหลักของอาเซียนและผู้เล่นสำคัญในภูมิภาคและอาเซียนได้เป็นประชาคมแล้วและได้กำหนดวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียนภายหลังปี ค.ศ. 2015  สหรัฐฯ จะสนับสนุนการเสริมสร้างประชาคมอาเซียนให้แข็งแกร่ง รวมทั้งความเป็นแกนกลางของอาเซียนในสถาปัตยกรรมภูมิภาคในฐานะพันธมิตรที่ยาวนานของสหรัฐฯไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับเพื่อนสมาชิกอาเซียนในการเสริมสร้าง ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ ให้เข้มแข็งและครอบคลุมทุกมิติ ไม่เพียงด้านการเมืองและความมั่นคงแต่รวมถึงด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาด้วย โดยคำนึงถึงความแตกต่างของระดับการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมทั้งในอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ ดังนั้น ขอเสนอแนวทางที่สหรัฐฯ จะขยายความร่วมมือกับอาเซียนในการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ดังนี้    

ประการ1 ในปัจจุบัน เรากำลังเผชิญกับปัญหาจากการชะลอตัวและความผันผวนทางเศรษฐกิจโลกดังจะเห็นได้จากปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำ และการไหลเวียนของเงินทุนออกจากกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต (Emerging Economies) และโดยที่เศรษฐกิจโลกมีสภาวะการพึ่งพากันและกันมากขึ้น ปัญหาด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคอื่นๆ ในวงกว้างในระดับประชาชน ดังนั้น อาเซียนกับสหรัฐฯ จำเป็นต้องหารือแนวทางในการเผชิญกับปัญหานี้ร่วมกันอย่างเร่งด่วน โดยทุกฝ่ายควรดำเนินนโยบายที่สนับสนุนการค้าและการลงทุนที่เปิดกว้างระหว่างกันให้มากขึ้น     

แนวทางสำคัญอีกประการหนึ่งในการรับมือกับปัญหานี้คือการสร้างบรรยากาศทางการค้าที่ส่งเสริมให้ภูมิภาคเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก จึงจำเป็นต้องเสริมสร้างเศรษฐกิจของภูมิภาคให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแท้จริงโดยสนับสนุนให้การรวมตัวทางเศรษฐกิจในกรอบ RCEP (อาร์เสป) และ TPP (ทีพีพี) สามารถส่งเสริมซึ่งกันและกันได้ และเพื่อให้สามารถบรรลุการจัดทำ FTAAP (เอฟแทป) ได้ต่อไป          

ความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯจะเป็นกลไกสำคัญหนึ่งที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดในการรองรับกฎระเบียบที่มีมาตรฐานสูง ทั้งในด้านการค้าและการลงทุนไทยสนับสนุนให้มีการจัดทำ RCEP เสร็จสิ้นภายในปีนี้ ในขณะเดียวกัน ไทยก็สนใจและติดตามพัฒนาการของ TPP  อย่างใกล้ชิด  โดยจัดตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาความพร้อมของไทยต่อการเข้าร่วม TPP ซึ่งจะรายงานผลการศึกษาภายในเดือนนี้ โดยจะหารือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง       

ประการที่2 เพื่อสนับสนุนการรวมตัวทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เราควรเร่งร่วมมือเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุนระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการลดอุปสรรคทางการค้า การปรับประสานกฎระเบียบ การพัฒนาคุณภาพสินค้า และการส่งเสริมการลงทุนสองทาง   

ทั้งสองฝ่ายควรเร่งสานต่อการดำเนินงานภายใต้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่ โดยเฉพาะกรอบ Trade and Investment Framework Arrangement หรือ TIFA (ทิฟ่า) และ Expanded Economic Engagement หรือ E3 (อีสาม) ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อนำไปสู่การสร้างกฎระเบียบทางการค้าและการลงทุนที่มีมาตรฐานสูง และเป็นการพัฒนาศักยภาพของระบบเศรษฐกิจในภูมิภาคโดยรวม   

นายกฯกล่าวชื่นชมผลสำเร็จที่ผ่านมา โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเทคนิค อาทิ การแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีในกรอบ Trade and Environment Dialogue ภายใต้ E3 ซึ่งได้มีการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องการประมง IUU ไทยสนับสนุนให้อาเซียนและสหรัฐฯ ดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบ E3 อย่างเป็นรูปธรรมเช่นนี้ต่อไป รวมทั้งขยายขอบเขตความร่วมมือทางเทคนิคเช่นนี้ให้ครอบคลุมปัญหาอื่นๆ ด้วย เช่น การลักลอบค้าสัตว์ป่าและการค้าไม้ผิดกฎหมาย เป็นต้น  

ประการที่3 ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เราควรขยายความร่วมมือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDG (เอสดีจี) โดยเน้นนโยบายที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะการขจัดความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมสนับสนุนให้สหรัฐฯ ขยายบทบาทในการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผ่านความร่วมมือทั้งด้านเงินทุนและเทคนิค ทั้งในระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค โดยในส่วนของไทย เราให้ความสำคัญ เป็นลำดับต้นต่อการลดช่องว่างด้านการพัฒนาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเสริมสร้างประชาคมอาเซียนที่เข้มแข็ง และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง 

นายกฯ กล่าวถึงแนวทางที่เสนอมาทั้งหมดนี้ เป็นการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ ซึ่งล้วนมีเป้าหมายหลักในการยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชน เพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันอย่างยั่งยืนต่อไป  

พล.ต.วีรชน กล่าวด้วยว่า ในโอกาสนี้ ที่ประชุมได้หยิบยกถึงความร่วมมือเพื่อความเป็นหุ้นส่วนเพื่ออนาคตนั้น โดยนายกรัฐมนตรีได้ กล่าวแสดงความคิดเห็น ดังนี้ว่า แนวโน้มด้านการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะในแง่ของนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะช่วยสนับสนุนความเจริญเติบโตและการพัฒนาอย่างยั่งยืนและที่นี้ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ถือเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีทีสำคัญแห่งหนึ่งของสหรัฐฯ และของโลกสำหรับหุ้นส่วนเพื่ออนาคตระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ จะต้องครอบคลุมในด้านต่างๆ ดังนี้  

ประการที่ 1 เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ให้สามารถเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยินดีที่สหรัฐฯจะให้การสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการของอาเซียน เพราะความเชี่ยวชาญของสหรัฐฯ ในด้านการส่งเสริมผลิตภาพ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมทั้งการเข้าสู่ตลาด และความเป็นสากล จะช่วยพัฒนา SMEs ของอาเซียนให้ก้าวไกลได้ 

โดยนายกฯเสนอให้มีการจัดโครงการและกิจกรรมส่งเสริมการจับคู่ทางธุรกิจและผู้ประกอบการ  เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และถ่ายโอนเทคโนโลยี อย่างต่อเนื่อง และขยายความร่วมมือในการเสริมสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการสตรี ทั้งในกรอบอาเซียนและ Lower Mekong Initiative (LMI)  

ประการที่ 2 เศรษฐกิจดิจิทัลเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจใหม่ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และแข่งขันกับบริษัทที่ใหญ่กว่าได้ รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญต่อการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียนจะสร้างโอกาสใหม่ๆ สำหรับภาคธุรกิจของสหรัฐฯ จึงจะต้องมีการขยายความร่วมมือกับผู้นำอุตสาหกรรมดิจิทัลในสหรัฐฯ และเชิญชวนให้ภาคเอกชนสหรัฐฯ ที่สนใจเข้ามาลงทุนในอาเซียนพิจารณาให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนา การถ่ายโอนเทคโนโลยีระดับสูงในการผลิต รวมทั้งพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจสมัยใหม่   

ประการที่ 3 คือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเทคโนโลยีก้าวหน้า และนวัตกรรม โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมเพื่ออนาคต อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศ พลังงานสะอาด การเกษตรที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ดาวเทียมและอวกาศ ปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่จะรองรับความก้าวหน้าต่างๆ เหล่านี้คือการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือ STEM (สเต็ม)  ทั้งนี้สหรัฐฯกับอาเซียนสามารถแลกเปลี่ยนและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นในด้านนี้เพื่อปูทางสู่อนาคตร่วมกัน โดยเน้นกลุ่มเยาวชนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ปัจจุบัน ไทยและสหรัฐฯ มีกรอบความร่วมมือหุ้นส่วนเชิงสร้างสรรค์ระหว่างกัน ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ผมจึงขอเสนอว่า อาเซียนกับสหรัฐฯ อาจพิจารณาแนวทางในการขยายความร่วมมือในลักษณะเดียวกันนี้ เพื่อสนับสนุนการสร้าง"Creative ASEAN"และพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ประชาคมอาเซียนเป็นหุ้นส่วนที่เข้มแข็งของสหรัฐฯ      

นายกฯกล่าว แสดงความเชื่อมั่นในตอนท้ายว่า แนวทางทั้งหมดนี้ จะช่วยเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่ออนาคต เพื่อนำไปสู่โอกาส ผลประโยชน์ และความมั่งคั่งร่วมกันอย่างยั่งยืนของทั้งอาเซียนและสหรัฐฯต่อไป