วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สมดุลตลาดน้ำมันกับกำไรตลาดหุ้นไทย

อุปสงค์น้ำมันปี 2015 เติบโตดีขึ้น...แต่อุปทานเพิ่มขึ้นมากกว่า

จากการศึกษาของ DBS Group Research พบว่าการเติบโตทางด้านอุปสงค์ยังคงมีอยู่แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะซบเซา โดยในปี 2014-2015 เพิ่มขึ้น 0.638 และ 1.653 ล้านบาร์เรล/วัน เป็น 93.483 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2015 แต่ปริมาณปริมาณการผลิตน้ำมันที่เพิ่มขึ้นมากโดยเฉพาะการผลิตน้ำมันจากหินดินดาน (Shale Oil) ของสหรัฐที่เพิ่มขึ้น 1.730 และ 0.811 ล้านบาร์เรลในช่วงปี 2014-2015 รวมทั้งกลุ่มโอเปคก็ผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นจนน้ำมันอยู่ในภาวะล้นตลาด ทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบทั่วโลกโลกในปี 2014-2015 สูงขึ้นถึง 2.361 และ 2.356 ล้านบาร์เรล/วันเป็น 95.690 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2015 ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าทั่วโลกมีปริมาณการผลิตน้ำมันดิบส่วนเกินอยู่ 2.207 ล้านบาร์เรล/วัน 

สมดุลอุปสงค์ vs อุปทานน้ำมันจะเกิดขึ้นในปี 2016 ได้หรือไม่? คำตอบคือ เป็นไปได้ ถ้าประเทศผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคช่วยกันลดปริมาณการผลิต โดยถ้าเจรจากันได้และลดปริมาณการผลิตส่วนเกินลง 1% และ 2% path (ตามกราฟด้านล่าง) ได้สำเร็จก็จะถึงจุดสมดุลได้ภายใน 3-4 ไตรมาส (คือภายในปี 2016) ซึ่งล่าสุดมีข่าวกว่ากลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (โอเปค) พร้อมที่จะเจรจากับประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายอื่น เพื่อหาแนวทางในการพยุงราคาน้ำมัน แต่ถ้าผู้ผลิตยังผลิตน้ำมันในปริมาณเท่าเดิม คือ 95.7 ล้านบาร์เรล/วัน แล้วรอให้อุปสงค์ค่อยๆ เติบโตจนไปสู่จุดสมดุล คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีก 6 ไตรมาส (ราว 3Q17) อย่างไรก็ดี ประเด็นที่เราและตลาดยังไม่แน่ใจ คือ การปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันจะทำได้จริงหรือไม่ เพราะในอดีตที่ผ่านมาก็สำเร็จได้ยาก เนื่องจากพอราคาดีดขึ้นก็กลับมาเร่งผลิตกันอีก และในรอบนี้ยังจะมีซับพลายของอิหร่านเข้ามาเพิ่มในตลาดโลกอีกเมื่อการคว่ำบาตรยุติลง

ราคาน้ำมัน...ตัวกำหนดกำไรกลุ่มพลังงาน & ตลาดหุ้นไทย ในภาวะปกติที่ราคาน้ำมันดิบไม่ได้ผันผวนมาก กำไรกลุ่มพลังงานคิดเป็น 52-58% ของกำไรสุทธิตลาดหุ้นไทย (ปี 2008-2013) แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบร่วงแรง กำไรสุทธิกลุ่มนี้ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญและขาดทุนในบางไตรมาส และทำให้กำไรสุทธิตลาดหุ้นไทยลดลงอย่างมากด้วย โดยในปี 2014 และ 9M15 สัดส่วนกำไรสุทธิกลุ่มพลังงานลดเป็น 46% และ 39% ของกำไรตลาดหุ้นไทย ตามลำดับ และกดให้กำไรตลาดหุ้นไทยหดตัว 12% ในปี 2014 และลดลง 22% ใน 9M15 อย่างไรก็ดี ด้วยฐานกำไรที่ต่ำจึงคาดว่ากำไรกลุ่มพลังงานและตลาดหุ้นไทยจะกลับมาเติบโตได้สูงในปี 2016

กลยุทธ์การลงทุนกลุ่มพลังงาน คาดว่าผลประกอบการของกลุ่มพลังงานได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 2015 โดยมีทั้งผลขาดทุนในสต็อกจากราคาน้ำมัน (BRENT ลดลงจาก 115 ดอลลาร์ในกลางปี 2014 มายัง 37 ดอลลาร์ในสิ้นปี 2015) และการตั้งสำรองด้อยค่าของเงินลงทุน ดังนั้นผลประกอบการจึงมีโอกาสพลิกฟื้นจากขาดทุนหรือมีกำไรเติบโตก้าวกระโดดในปี 2016 เพียงแต่ระหว่างปีอาจจะยังมีความผันผวนของราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่องเพราะเป็นช่วงปรับสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน จึงควรจับจังหวะในการเข้าซื้อ โดยเน้นทยอยสะสมหุ้นในช่วงที่ราคาหุ้นปรับลงแรง หุ้นพื้นฐานเด่นของกลุ่มพลังงานเป็น PTT (กำไรปี 2016 เติบโตก้าวกระโดดเป็นเท่าตัวจากฐานต่ำ, P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า และจ่ายปันผลดี) ส่วนหุ้นปันผลสูงเป็น BCP และ PTTGC คาดการณ์ Dividend Yield ปี 2016 ไว้ที่ 5.0-5.5%