พักรอดูสถานการณ์
คาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบแคบจากที่ปรับตัวขึ้นมาตอนต้นสัปดาห์และเมื่อวานหลังจากความไม่แน่ใจเกี่ยวกับการเจรจาควบคุมการผลิตน้ำมันกลับมาอีก อย่างไรก็ตามความคาดหวังว่า Fed จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยออกไปอีก หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐระยะหลังอ่อนแอลงเป็นบวกต่อตลาด คาดนักลงทุนจะซื้อขายอย่างระมัดระวังก่อนการแถลงตัวเลขการว่าจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐคืนนี้ ซึ่งจะบ่งชี้ทิศทางตลาดสัปดาห์หน้า ภายในประเทศ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่กลับมาลดลงเป็นปัจจัยลบ ในขณะที่การยืนยันการเลือกตั้งเดือน ก.ค. 60 และมีกองทุนความมั่งคั่งให้ความสนใจ TFF เพิ่มอีก เป็นปัจจัยบวก
หุ้นเด่นวันนี้: PLANB (ราคาปิด 6.35 บาท, ซื้อ, ราคาเป้าหมายปี 59 ของ AWS 7.20 บาท)
บมจ. แพลน บี มีเดีย คือผู้ให้บริการพื้นที่สื่อโฆษณานอกบ้านที่มีแพลตฟอร์มหลากหลายและมีนวัตกรรมมากที่สุดรายหนึ่งของไทย บริษัทได้เปิดเผยดีลทางธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา อาทิ การจับมือกับ Hello Bangkok เพื่อขยายสื่อนอกบ้านด้วยข้อตกลงการแบ่งสัดส่วนรายได้จากยอดขายสื่อโดยที่บริษัทไม่ต้องใช้เงินลงทุน, การขยายพื้นที่สื่อ LED บริเวณสายพาน unload กระเป๋าภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิด้วยการเข้าซื้อกิจการ เป็นต้น นอกจากนี้ ดีลการเข้าถือหุ้นในกิจการทั้งห้าบริษัทซึ่งได้ประกาศในไตรมาส 4/58 จะช่วยเพิ่มการรับรู้ยอดขายและผลกำไรเต็มปีเป็นปีแรกในปีนี้ บริษัทยังคงมองหาช่องทางขยายเครือข่ายสื่อออกไปยังต่างประเทศโดยได้เริ่มจากการเข้าถือหุ้นในบริษัทสื่อโฆษณาสัญชาติมาเลเซียเพื่อเป้าหมายที่จะเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการสื่อชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน เราคาดว่า PLANB จะมีกำไรจากการดำเนินงานเติบโตแข็งแกร่ง 95% YoYในปี 58 และเติบโต 25% YoYต่อเนื่องไปในปี 59 ถึงแม้ว่าการใช้จ่ายงบโฆษณาโดยรวมจะยังมีแนวโน้มอ่อนตัวในปีนี้ แต่เชื่อมั่นว่าการใช้จ่ายงบโฆษณาสำหรับสื่อโฆษณานอกบ้านจะยังเติบโตได้เนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าสื่อโทรทัศน์รูปแบบราคาของ PLANB ได้เกิดสัญญาณซื้อรายวันและรายเดือนแต่ก็ยังคงโดนกดดันจากสัญญาณขายรายสัปดาห์อยู่ ราคาหุ้นน่าจะสามารถปรับตัวขึ้นไปทดสอบเป้าหมายเบื้องต้นที่ 6.55 บาทได้ในระยะสั้น ก่อนจะขึ้นไปทดสอบเป้าหมายถัดไปที่ 6.75 บาท และมีเป้าหมายสำคัญที่ 6.90 บาทได้ตามลำดับ โดยมีจุด Stop Loss อยู่ที่ 6.15 บาท (แนวต้าน: 6.40, 6.45, 6.55; แนวรับ: 6.30, 6.25, 6.15)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• คณะกรรมาธิการฯ ยอมแก้ร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตกลงที่จะปรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้แน่ใจว่าการเลือกตั้งทั่วไปสอดคล้องกับแผนทางการเมืองของรัฐบาล เป็นการตอบสนองคำพูดของนายกฯ ว่าการเลือกตั้งจะต้องเกิดภายใน ก.ค. 60 ทั้งนี้กระบวนการร่างจะใช้เวลาราว 8 เดือน (Bangkok Post)
• ความเชื่อมั่นผู้บริโภคลด จากสำรวจม.หอการค้ารายงานว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือนใน ม.ค. ชี้ว่าผู้บริโภคกังวลเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอนและการเมืองระหว่างประเทศที่ยังขัดแย้งขณะที่การฟื้นตัวเศรษฐกิจภายในยังช้าอยู่ โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดสู่ 75.5 จุดในเดือนที่แล้วเทียบ 76.1 ใน ธ.ค. (Bangkok Post)
• กองทุนต่างชาติสามแห่งสนใจทีเอฟเอฟ ปลัดกระทรวงการคลังได้กล่าวว่า กองทุนสำรองทั่วไปของรัฐโอมาน, บริษัทการลงทุนของจีนและกองทุนพัฒนาแห่งชาติอิหร่าน ได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนในกองทุนอนาคตไทย (TFF) ซึ่งคาดว่าจะขายให้นักลงทุนทั้งในไทยและต่างชาติภายในเดือน มิ.ย. (Bangkok Post)
• กฎหมายการแข่งขันทางการค้าจะบังคับใช้ปีนี้ กรมการค้าภายในคาดการณ์ว่าร่างกฎหมายการแข่งขันทางการค้าซึ่งได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารจะสามารถบังคับใช้ได้ภายในปีนี้ ปัจจุบันร่างดังกล่าวอยู่ในความพิจารณาของสำนักกฤษฎีกาก่อนจะส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งและส่งต่อให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นชอบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อบังคับใช้ต่อไป คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลากว่าหกเดือน (Bangkok Post)
• ADVANC (ปิด 166 บาท ราคาเป้าหมาย 199 บาท) ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 4 ที่ 1.079 หมื่น ลบ. เพิ่มขึ้น 18% เทียบปีก่อนและ 25% เทียบไตรมาสก่อน จากการเติบโตของรายได้ ค่ากำกับดูแลที่ลดลงและอัตราขาดทุนมือถือลดลง โดยกำไรสุทธิมากกว่าประมาณการของเราและเฉลี่ย Bloomberg อยู่ 11% และ 9% ตามลำดับ (SET) ความเห็น: แม้ปีนี้ผลประกอบการบริษัทจะถูกกดดันโดยการถูกปิดเครือข่าย 2จี แต่เราเห็นว่าแนวโน้มระยะยาวยังสดใสเมื่อเทียบกลุ่ม เราคงคำแนะนำซื้อที่ 199 บาท
• MONO (1.99 บ.) ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ 3 พันลบ.จากหนังยอดนิยมหลายเรื่องที่จะฉายบนช่องโมโน 29 ดิจิตอลทีวี ซึ่งเริ่มดึงเม็ดเงินโฆษณาได้แล้ว บริษัทคาดว่ารายได้จากช่อง MONO ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นกว่า 1.5 พันลบ. จากปีก่อนหน้าซึ่งทำได้เพียง 600 ลบ. เพื่อกระตุ้นเรทติ้ง บริษัทได้เตรียมงบลงทุน 800 ลบ. สำหรับผลิตเนื้อหารายการและซื้อโปรแกรมจากต่างประเทศเพิ่มเติม (The Nation)
ต่างประเทศ
• ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐล่าสุดต่างชี้ว่าเศรษฐกิจและตลาดแรงงานสหรัฐกำลังอ่อนแอ ซึ่งบั่นทอนความคาดหวังว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะอันใกล้และกดค่าเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง ประเด็นที่น่าจับตามองในวันนี้คือรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร ซึ่งจะเผยแพร่ในช่วงหลังของวันเพื่อกำหนดทิศทางเศรษฐกิจเนื่องจากมีการคาดการณ์ว่ารายงานการจ้างงานดังกล่าวจะเผยตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้น 190,000 ตำแหน่งในเดือนมกราคม จากผลสำรวจของรอยเตอร์ (AWS)
• ดอลลาร์สหรัฐยังคงร่วงต่อ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐร่วงลงไปเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันจากข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐ ซึ่งลดความคาดหวังเกี่ยวกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ เงินยูโรแข็งค่าขึ้นกว่า 1% สู่ระดับสูงสุดในรอบ 15 สัปดาห์อยู่ที่ 1.12390 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงกว่า 1% ต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์เมื่อเทียบกับเงินเยนโดยอยู่ที่ 116.525 เยน ดัชนีค่าเงินดอลลาร์แตะระดับต่ำสุดในรอบ 15 สัปดาห์อยู่ที่ 96.259 จุด (Reuters)
สหรัฐ:
• ตลาดวอลล์สตรีทปิดเพิ่มขึ้นเป็นวันที่สองติดต่อกันในวันพฤหัส จากราคาหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้นในขณะที่การลดลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐทำให้ราคาทองแดงและราคาโลหะอื่น ๆ ปรับตัวขึ้น อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์ที่น่าผิดหวังจากบริษัทค้าปลีก ราล์ฟ ลอเรนและ Kohl’s และความกังวลเกี่ยวกับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่จะประกาศในวันศุกร์นี้จำกัดการขึ้นของตลาด (Reuters)
• จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานในสหรัฐเพิ่มขึ้นเกินคาดในสัปดาห์ก่อน เป็นการชี้ว่าตลาดแรงงานกำลังอ่อนแอ ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้น 8,000 ราย อยู่ที่ 285,000 รายในสัปดาห์ก่อน ถึงแม้ว่าตัวเลขจะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังต่ำกว่า 300,000 รายซึ่งเป็นระดับที่แสดงว่าตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่ง ติดต่อกัน 48 สัปดาห์ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนานสุดนับแต่ช่วงต้นของยุค 1970 (Reuters)
• ผลผลิตนอกภาคเกษตรสหรัฐลดลงในไตรมาส 4/58 อย่างรวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 1 ปี นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตที่เกี่ยวกับแรงงานอย่างก้าวกระโดด ตัวเลขผลผลิตซึ่งวัดผลผลิตต่อชม.ต่อคนงานลดลงอยู่ที่ 3.0% ต่อปีในไตรมาส 4/58 ผลผลิตเพิ่มขึ้นแต่เป็นไปในทิศทางขาลงในอัตรา 2.1% ในไตรมาส 3/58 (ตัวเลขปรับปรุงแล้ว) นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าผลผลิตจะลดลงเพียง 1.8% ในไตรมาส 4/58 ผลผลิตขยายตัว 0.6% ในปี 2558 เพิ่มขึ้นน้อยที่สุดนับแต่ปี 2556 ผลผลิตเพิ่มขึ้นน้อยกว่า 1% ต่อปีในแต่ละปีของช่วง 5 ปีหลังมานี้ (Reuters)
• ต้นทุนแรงงานพุ่งขึ้น ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยหรือราคาของแรงงานต่อผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 4.5% ในไตรมาส 4/58 เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นมากสุดในรอบ 1 ปี ต้นทุนแรงงานต่อหน่วยเพิ่มขึ้นในอัตรา 1.9% ในไตรมาส 3/58 และเพิ่มขึ้น 2.4% ในปี 2558 เป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับแต่ปี 2550 (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันพฤหัสบดีปรับตัวลงต่อเนื่องเนื่องจากตัวเลขข้อมูลสหรัฐฯ ที่อ่อนแอได้สร้างความกังวลให้กับตลาดต่อโอกาสในการการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจสหรัฐฯ การปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นยุโรปนำโดยหุ้นในกลุ่มส่งออกยานยนต์ รวมไปถึงหุ้น Credit Suisse หลังจากที่รายงานผลขาดทุนสุทธิในรายปี อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นที่เกี่ยวข้องได้พยุงการปรับตัวลงของตลาดไว้ส่วนหนึ่ง (Reuters)
เอเชีย:
• ตลาดหุ้น Nikkei โดยเฉลี่ยปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบสัปดาห์ กดดันจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าสูงขึ้น โดยมีเพียงหุ้นกลุ่มน้ำมันที่เอาชนะตลาดได้ ซึ่งทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากที่เจ้าหน้าที่ Fed ได้ผ่อนคลายแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ฯ อ่อนตัวลงและหนุนราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น (Reuters)
• Christine Lagardeผู้นำ IMF เผยเศรษฐกิจจีนสามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการปรับตัวลงแรงได้และเปลี่ยนไปเป็นการขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมีเสถียรภาพมากขึ้นหากจีนทำการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจและให้ความสำคัญกับปัจจัยขับเคลื่อนตลาด รวมไปถึงการกำหนดนโยบายค่าเงินอย่างเหมาะสม (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• น้ำมันดิบผันผวนวันพฤหัส กลับลำจากที่เคยบวกจากข้อกังขาว่าเวเนซุเอล่าซึ่งเงินเริ่มขาดมือจะล็อบบี้ผู้ผลิตน้ำมันสำหรับการลดกำลังการผลิตอาจสำเร็จได้ โดยมีผลเหนือดอลลาร์ที่อ่อนค่า Brent ส่งมอบ เม.ย. ปรับลง 25 เซนต์ (-0.7%) ปิด 34.79 ดอลลาร์ น้ำมันดิบสหรัฐปรับ 1 เซนต์ปิดที่ 32.27 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)
• ราคาทองพุ่งเป็นวันที่ 2 ในวันพฤหัส แตะจุดสูงสุดรอบ 3 เดือนเพราะดอลลาร์ยังคงอ่อนตัวท่างกลางความสงสัยว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยได้หรือไม่เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและภาคการเงินมีปัญหา ราคาทองคำตลาดจรขึ้นกว่า 1% แตะ 1,155 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ราคาทองคำล่วงหน้าส่งมอบ เม.ย. ปรับขึ้น 1.4% อยู่ที่ 1,157.5 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)








