กำไรปี58 หดตัว 12%YoY คาดจะกลับมาเติบโต 9% ในปี 59
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- กำไรปี 58 ลดลง 12%จากผลกระทบลูกหนี้กลุ่ม SSI ที่กลายเป็น NPL : กำไรสุทธิในช่วง 4Q58 เท่ากับ 11,795 ล้านบาทฟื้นตัว 31%QoQ แต่ลดลง 4%YoY กำไรทั้งปี 58 เท่ากับ 47,182 ล้านบาท ลดลง 12% ต่ำกว่าคาด 1% การลดลงของกำไรสุทธิได้รับผลกระทบจากการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น 125% เป็น 2.97 หมื่นล้านบาทจากการผิดชำระลูกหนี้กลุ่ม SSI ซึ่งกลายเป็น NPL ทำให้มีการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มจนครบ 100% ตามเกณฑ์ธปท. โดยมีค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญเฉพาะส่วนของกลุ่มลูกหนี้ SSI จำนวน 1.1 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับกรณีทุจริตสจล.ในช่วง 1Q58 ซึ่งแม้จะมีการขายเงินลงทุนเพื่อรับรู้กำไรจำนวน 7.7 พันล้านบาทแต่ไม่สามารถชดเชยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งหมด ทั้งนี้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลงเหลือ 3.18% จาก 3.26% ในปี 57 จากการกลับรายได้ดอกเบี้ยของลูกหนี้กลุ่ม SSI และผลตอบแทนจากพอร์ตสินเชื่อลดลงตามการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งต้นทุนเงินฝากที่ลดลงไม่สามารถชดเชยได้
- สินเชื่อปี 58 เติบโต 3.2% ดีกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 2.5 – 3% : ปลายปี 58 มียอดสินเชื่อรวม 1.83 ล้านล้านบาท เติบโต 3.2.% ดีกว่าเป้าเล็กน้อยจากการเติบโตของสินเชื่อเคหะและสินเชื่อ SME แต่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่หดตัวเนื่องจากการตัดหนี้สูญของกลุ่มลูกหนี้ SSI ซึ่งมียอดสินเชื่อรวมกันราว 2.2 หมื่นล้านบาทใน 3Q58 ด้านคุณภาพสินทรัพย์อ่อนแอลงตามการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL)โดยเพิ่มขึ้น 38% ซึ่งทำให้อัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมปลายปี 58 เพิ่มขึ้นสู่ 2.89% จาก 2.11% ณ ปลายปี 57 ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อ NPL (Coverage Ratio) ลดลงเหลือ 110% จาก 138% ณ ปลายปี 57
- ปรับประมาณกำไรปี 59 ลดลง 3% : ฝ่ายวัยคาดว่าผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ NPL ยังเพิ่มขึ้นแต่น่าจะเพิ่มในอัตราที่ชะลอตัว ทำให้สมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นจากเดิม 1.5 หมื่นล้านบาทเป็น 2 หมื่นล้านบาทซึ่งต่ำกว่าตัวเลขในปี 58 ราว 33% ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิลดลง 3% เหลือ 5.16 หมื่นล้านบาทซึ่งพลิกกลับมาเติบโต 9%
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 158 บาทสำหรับปี 59 : ผลกระทบจาก NPL ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในไตรมาส 3 และราคาหุ้นได้ปรับลงรับข่าวร้ายไปเยอะแล้ว ทั้งนี้ปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวของ SCB ยังดีจากการเป็นแบงก์ขนาดใหญ่ที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดจะเห็นผลดีชัดเจนในปีนี้ ขณะที่ฐานะการเงินยังแข็งแกร่งโดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งหมดต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามเกณฑ์ BIS ratio เท่ากับ 17.3% และมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier I) เท่ากับ 14.1% จากประมาณการกำไรใหม่ราคาเหมาะสมอิง Prospect P/BV ที่ระดับ 1.6 เท่าที่ Ke 10.9% ได้เท่ากับ 158 บาทสูงกว่าราคาปิดล่าสุด จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”









