วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (14 ม.ค.59)

กังวลเศรษฐกิจโลก

คาดหุ้นไทยปรับตัวลงวันนี้ ตามวอลสตรีทจากความกังวลการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีน้ำหนักมากกว่าปัจจัยบวกเฉพาะบางกลุ่มอุตสาหกรรมภายในประเทศ เงินอุดหนุนราคายางดูท่าจะไม่เพียงพอ แต่ข่าวการประมูล 4G ปีหน้า การจะกลับมาให้หักภาษีสำหรับการท่องเที่ยว การแก้ไขประมงผิดกฎหมายของรัฐบาล รวมๆแล้วเป็นบวก แต่ไม่น่าจะต้านความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่ยังร่วงลง และตัวเลขเศรษฐกิจจากญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยดีนัก ซึ่งยังมีความหมายกดดันเศรษฐกิจโลกอยู่

หุ้นเด่นวันนี้: EPG (ราคาปิด 14.40 บาท;NR; ราคาเป้าหมาย Bloomberg 14.67 บาท)

บมจ. อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบตกต่ำ โดย EPG ประกอบธุรกิจแปรรูปพลาสติกและโพลีเมอร์เป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงรายใหญ่ในระดับโลก ซึ่งต้นทุนวัตถุดิบหลักของบริษัทฯ คือ เม็ดพลาสติกหลากหลายประเภทที่ปัจจุบันราคาได้ปรับตัวลดลงอย่างมีนัยฯ ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ จากนั้นนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงผ่านหน่วยวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของบริษัทฯ ที่สามารถตอบสนองความต้องการใช้ที่หลากหลายของกลุ่มลูกค้า ผลิตภัณฑ์หลักๆ สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ฉนวนยางกันความร้อน/เย็น อุปกรณ์ชิ้นส่วนและตกแต่งรถยนต์ และบรรจุภัณฑ์พลาสติกสำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ผลบวกจากราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำประกอบกับ Innovation ของบริษัทฯ ได้สะท้อนออกมาอย่างเห็นได้ชัดในผลประกอบการงวด 6M59 (มี.ค. 58 – ก.ย. 58) ซึ่งสามารถฝ่าภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวในช่วงที่ผ่านมาได้ โดยรายงานกำไรสุทธิเติบโตถึง 135% YoYซึ่งมาจากทั้งยอดขายที่เติบโตสูงขึ้นและอัตราการทำกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ทิศทางผลการดำเนินงานต่อจากนี้ไปยังคงสดใสจากแผนการขยายตลาดในเชิงรุกและการขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งนับว่ามีความพร้อมอย่างมากหลังจากได้ระดมทุนจากการทำ IPO เมื่อปลายปี 57 จากประมาณการของ Bloomberg consensus คาดว่าจะเห็นการปรับตัวสูงขึ้นของกำไรสุทธิต่อหุ้นปี 59 (สิ้นสุด มี.ค. 59) ถึง 60% YoYมาอยู่ที่ 0.43 บาท ก่อนที่จะปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในปี 60 อีก 41% YoYมาอยู่ที่ 0.61 บาท ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PEG ปี 59 ที่ 0.5 เท่า แสดงถึงโอกาสที่หุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นได้อีก ในส่วนของ Price Pattern ของ EPG มีความแข็งแกร่งในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) อย่างมาก จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal นอกเหนือไปจากการทำ New high นับตั้งแต่ EPG เข้ามาซื้อขายในตลาดฯ โดยคาดว่าจะยังได้เห็นการปรับตัวขึ้นต่อไป โดยมีเป้าหมายสำคัญของการทำ New High (New All-time High) อยู่ที่ 15.80 บาท โดยมีจุด Stop Loss ของ EPG ในรอบนี้อยู่ที่ 12.60 บาท

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• สศค. นำมาตรการภาษีท่องเที่ยวภายในประเทศกลับมาใช้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้เห็นชอบในหลักการที่จะนำมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับแพ็จเกจและที่พักอาศัยกลับมาใช้อีกครั้ง และอาจเพิ่มจำนวนที่ลดหย่อนได้ให้มากกว่า 15,000 บาท รวมถึงพิจารณาช่วงระยะเวลาของนโยบายที่เหมาะสม (Bangkok Post)

• รัฐบาลเร่งจัดการอุตสาหกรรมประมงก่อนการตรวจสอบ เพื่อรับมือกับอียูจะเข้ามาตรวจสอบประมงไทยเร็วๆนี้ รัฐบาลกล่าวว่าได้ใช้มาตรการเพื่อจัดการการประมงผิดกฎหมายและไม่มีรายงาน โดย 80% ของมาตรการแก้ไขน่าจะเสร็จก่อน 31 ม.ค.58 (Bangkok Post)ความเห็น: หากไทยไม่ผ่านการตรวจสอบในครั้งนี้อาจส่งผลให้ไทยได้ใบแดงและอียูอาจยกเลิกการนำเข้าอาหารทะเลจากไทย

• ใกล้คลอดเกณฑ์แบงค์ชาติคุมสถาบันการเงินเฉพาะกิจ นโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อคุมสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้ส่งให้ รมว.คลังพิจารณาให้ความเห็นชอบและคาดว่าจะบังคับใช้ได้ในไตรมาสแรกปีนี้ ส่วนหนึ่งจะคุมเกี่ยวกับทุนของธนาคารเฉพาะกิจและความเสี่ยงอิงเกณฑ์ Basel II (Bangkok Post)

• รัฐบาลจำกัดราคายางที่ 45 บาท รัฐบาลวางแผนที่จะซื้อยางพาราจากเกษตรกรที่ราคาซื้อไม่เกิน 45 บาทต่อกก. ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่า 15 บาทจากราคาที่กลุ่มเกษตรกรยางพาราเรียกร้องที่ 60 บาทต่อกก. (Bangkok Post)

• อาจได้แบนด์วิธอีก 60 เมกะเฮิร์ตซ์บนคลื่น 2600 เมกะเฮิร์ตซ์มาประมูลเพิ่มในปีหน้าโดยนำมาจาก อสมท. ซึ่งมีแบนด์วิธทั้งหมด 144 เมกะเฮิร์ตซ์ ทาง อสมท.วางแผนจะใช้คลื่นนี้บางส่วนให้บริการเพย์ทีวีด้วยเทคโนโลยี 4จี โดยอาจต้องการแบนด์วิธเพียง 35-50 เมกะเฮิร์ตซ์ เท่านั้น ทั้งนี้ควรต้องมีการจ่ายค่าชดเชยให้ อสมท. แต่ กสทช. ต้องรอให้กฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ก่อนใน ก.ค.นี้ กสทช.ระบุว่าปัจจุบันไทยมีแบนด์วิธสำหรับทำโทรคมนาคมเพียง 250 เมกะเฮิร์ตซ์เท่านั้นในขณะที่จำนวนแบนด์วิธที่เหมาะสมเพื่อพัฒนา 4จีและ 5จีภายในปี 64 อยู่ที่ 690 เมกะเฮิร์ตซ์ โดย กสทช.ตั้งเป้าจะประมูลอีก 4 ช่วงคลื่นในปี 63 ได้แก่ 850 700 1500 และ 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ (Bangkok Post) ความเห็น: เป็นข่าวดีสำหรับค่ายมือถือโดยเฉพาะ DTAC (ปิด 31.25 บาท ราคาเป้าหมาย 39.00 บาท) ซึ่งแพ้ประมูลไม่ได้ซักคลื่นมาในมือ โดยราคาของคลื่นพวกนี้น่าจะต่ำกว่าที่พึ่งประมูลไป

• DELTA (ปิด 78.50 บาท) แย้มว่าไตรมาส 1 ปีนี้ รายได้น่าจะเติบโตชัดเพราะคำสั่งซื้อยังเข้ามาต่อเนื่องและได้ประโยชน์จากบาทอ่อนค่า คาดว่าทั้งปี 59 รายได้จะเติบโตราว 10% หนุนโดยแนวโน้มธุรกิจผลิตภัณฑ์ดาต้าเซนเตอร์และโทรคมนาคมที่ดีขึ้น (ทันหุ้น)

• SAMTEL (ปิด 15.40 บาท) น่าจะได้ร่วมงานขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศมูลค่า 2 หมื่น ลบ. โดย SAMTEL มีประสบการณ์ตั้งโครงข่าย 3จีให้ บมจ.ทีโอที โดย SAMTEL กล่าวว่าบริษัทน่าจะเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐและเอกชนในปีนี้ราว 1 หมื่น ลบ. แต่มีข่าวดีว่าจะได้งาน 1 โครงการมูลค่าราว 4-5 พัน ลบ.ใน ม.ค.นี้ โดยรายละเอียดจะเปิดเผยในอนาคต (ทันหุ้น)

• RS (8.80 บ.) ตั้งเป้ารายได้ปีนี้อยู่ที่ 4.5 พันลบ. หรือเพิ่มขึ้น 27% YoYโดยหลักเป็นการเติบโตจากธุรกิจทีวีดิจิตอล บริษัทได้ตั้งงบลงทุนสำหรับปีนี้อยู่ที่ 2 พันลบ. โดยจำนวน 1 พันลบ. จะใช้สำหรับผลิตละครไทย 30 เรื่อง บริษัทคาดว่าเรทติ้งของช่องจะถึง 7-8 แสนคนต่อนาทีภายในปีนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 3.5 แสนคนในปัจจุบัน (The Nation)ความเห็น: เม็ดเงินโฆษณายังมีแนวโน้มชลอตัวในครึ่งปีแรกจากเศรษฐกิจที่ยังไม่อยู่ในภาวะฟื้นตัว

ต่างประเทศ

• คาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลกวันนี้จะร่วงลงตามตลาดวอลล์สตรีทที่ดิ่งแรง จากราคาน้ำมันที่ร่วงหนักเมื่อคืนเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจโลก ความกังวลเกี่ยวกับจีนดูจะผ่อนคลายลงหลังจากข้อมูลที่ประกาศเมื่อวานแสดงให้เห็นว่ายอดการค้าโดยรวมลดลงต่ำกว่าที่คาดไว้มากในเดือนธันวาคมและค่าเงินหยวนมีเสถียรภาพ ธนาคารกลางจีนตรึงค่าเงิน 4 วันติดต่อกันเพื่อสยบความกลัวเกี่ยวกับการลดค่าเงินหยวน อย่างไรก็ตาม ยังต้องให้ความสนใจต่อรายงานข้อมูลทุกฉบับของจีน (Reuters)

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงเมื่อวันพุธ โดยผลักให้ดัชนี S&P500 ปิดต่ำกว่า 1,900 จุดเป็นครั้งแรกนับแต่เดือนกันยายนเนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับราคาพลังงานที่อ่อนตัวลง ผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ และเศรษฐกิจโลก การเทขายเป็นไปอย่างกว้างขวางหลังจากที่ราคาน้ำมันถูกกระหน่ำมีการทะยานขึ้นในช่วงสั้น ๆ จากรายงานคลังเชื้อเพลิงสำรองซึ่งระบุว่ามีน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นในสหรัฐ นักลงทุนเป็นกังวลกับผลกระทบของเศรษฐกิจทั่วโลกที่อ่อนตัวโดยจะดูจากผลประกอบการไตรมาส 4/15 (Reuters)

• รายงาน Beige Book จากเฟด ระบุว่าการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐถูกขัดขวางจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่แข็งแกร่ง ราคาน้ำมันที่ลดลงและภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 9 ใน 12 เขตในอเมริกา (Reuters)

ยุโรป:

• หุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นในวันพุธ จากการที่นักลงทุน คาดดว่า ผลประกอบการไตรมาส 4/58 ของบริษัทยุโรปจะออกมาแข็งแกร่ง แต่หุ้นกลับปิดลดจากที่วิ่งขึ้นไปตอนช่วงครึ่งแรกของตลาดจากการขายทำกำไร และจากรายงาน ปริมาณสำรองน้ำมันเบนซิน และน้ำมันดิบสหรัฐ ที่เพิ่มขึ้น ช่วงต้นของตลาด ความเชื่อมั่นในตลาดดีขึ้นจากตัวเลขการค้าของจีนที่แม้ส่งออกจะลดลง แต่ลดลงน้อยกว่าคาดมาก (Reuters)

เอเชีย:

• ยอดคำสั่งซื้อเครื่องจักรในญี่ปุ่นเดือน พ.ย. ลดลงมากที่สุดในรอบ 18 เดือน โดยตัวเลขดังกล่าวซึ่งเป็นตัวบ่งชี้การใช้จ่ายลงทุนในอีก 6 เดือนข้างหน้ารายงานออกมาลดลง 14.4% MoMเทียบกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะลดลง 7.9% MoMหลังจากที่ในเดือนก่อนหน้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนเป็นความไม่แน่นอนของภาพรวมความต้องการใช้ในประเทศ นอกเหนือไปจากแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว (Reuters)

• ตัวเลขการค้าจีนในเดือน ธ.ค. ลดลงน้อยกว่าที่ตลาดคาด โดยการส่งออกหดตัวเพียง 1.4% YoYเทียบกับที่ตลาดคาดว่าจะหดตัว 8% (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดลดลง 2% ในช่วงวันพุธหลังร่วงต่ำ 30 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับแต่ เม.ย. 47 หลังสต็อกน้ำมันมีแต่เติบโตขึ้นในขณะที่มีความกังวลเรื่องอุป Brent ร่วงแตะจุดต่ำสุดรอบ 12 ปีที่ 29.96 ดอลลาร์กลับมาปิดที่ 30.31 ดอลลาร์ ร่วง 55 เซนต์หรือ 1.8% น้ำมันดิบสหรัฐร่วง 4 เซนต์หรือ 0.1% ปิดที่ 30.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หลังลงไปแตะ 29.93 ดอลลาร์ ในวันอังคาร ราคาปิดต่ำสุดนับแต่ ธ.ค. 46(Reuters)

• น้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐเพิ่มขึ้นซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นรายสัปดาห์ครั้งใหญ่เป็นรอบที่สอง ขณะที่คลังน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นเล็กน้อยอาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งรายงานโดยหน่วยงาน EIA สหรัฐฯ คลังน้ำมันปรับขึ้น 8.4 ล้านบาร์เรล เปรียบเทียบกับการคาดการณ์นักวิเคราะห์ที่การขึ้น 2.7 ล้านบาร์เรล คลังน้ำมันดิบปรับขึ้น 234,000 บาร์เรล เทียบกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่จะขึ้น 2.5 ล้านบาร์เรล (Reuters)

• ราคาทองขึ้นเช้านี้ ฟื้นจากจุดต่ำสุดรอบหนึ่งสัปดาห์เพราะแรงกดดันต่อตลาดหุ้นโลกและดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าหนุนโลหะมีค่า ราคาทองคำตลาดจรปรับขึ้น 0.1% อยู่ที่ 1,094.11 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ณ เวลา 7.00 GMT ราคาทองคำล่วงหน้าส่งมอบ ก.พ. ปรับขึ้น 0.7% อยู่ที่ 1,094.5 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)