นายกสมาคมยางพาราไทย แนะคิดบวกผลกระทบราคาน้ำมันโลกตกต่ำ มีผลบวกต่ออุตสาหกรรมยางล้อ เหตุคนใช้รถยนต์มากขึ้น ซึ่งจะมีผลดีต่อยางธรรมชาติ
นายไชยยศ สินเจริญกุล นายกสมาคมยางพาราไทย เปิดเผยถึงมาตรการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำของรัฐบาลหลังจากมีการประชุมเมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา ว่าโดยรวมมาตรการต่างๆ เชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ราคายางดีขึ้นในเร็วๆนี้ เนื่องจากมีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันหาทางออกและการนำยางพาราไปใช้
“ปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำมันเกิดจากอุปทานที่ไม่สมดูลย์กับอุปสงค์ โดยเฉพาะอุปทานที่เกิดขึ้นหลังจากราคายางพาราสูงสุดในปี 2010 เป็นต้น ทำให้ทุกคนหันไปปลูกยางพารากันเพิ่มขึ้น ในขณะนี้ธรรมชาติของสินค้าโภคภัณฑ์มันมีรอบหรือไซเคิ่ลของมันที่ขึ้นไปสูงแล้วก็ปรับลดลงมา”
และตอนนี้การปรับลดราคาของราคายางพาราน่าจะถึงจุดต่ำสุดและมีแนวโน้มราคาที่ปรับขึ้น หลังจากที่มีการโค่นยางพาราของเกษตรกรที่เริ่มจะเบื่อกับราคายางที่ไม่จูงใจ ก็จะทำให้อุปทานลดลง เมื่ออุปทานลดลงมาในระดับที่สมดุลย์หรือน้อยกว่าอุปสงค์ก็จะเห็นการปรับขึ้นของราคา
นายไชยยศ กล่าวว่า สิ่งที่มองว่าราคาน้ำมันที่ลดลงต่ำมีผลต่อการนำยางสังเคราะห์มาใช้ทดแทนยางธรรมชาติซึ่งจะมีผลกระทบต่อราคายางธรรมชาติเป็นการมองในด้านลบอย่างเดียว แต่ทำไมไม่มองด้านบวกว่า การที่ราคาน้ำมันลดลงต่ำมีผลทำให้เกิดการใช้รถยนต์มากขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันที่ถูก
และผลของการที่มีการใช้รถยนต์มากขึ้นในภาวะที่ราคาน้ำมันตกต่ำ มันจะทำให้สินค้าในหมวดยานยนต์คือยางล้อจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง การซื้อยางล้อจะเพิ่มขึ้น ซึ่งการที่ยางล้อกลับมาขายมากขึ้น ก็จะมีผลต่อเนื่องมาถึงยางธรรมชาติ เพราะยางธรรมชาติเป็นส่วนผสมที่สำคัญของยางล้อ
“ยางพาราเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีวงรอบของมัน เหมือนกับวงรอบของธุรกิจอื่น สินค้าอื่นๆก็จะมีวงรอบของมันเช่นกัน ช่วงไหนที่ราคาลดลง ช่วงไหนที่ราคาสูง ตอนนี้วงรอบขงอราคาตกต่ำกำลังจะผ่านพ้นไป สถานการณ์ต่างๆก็น่าจะดีขึ้นเรื่อยๆนับจากนี้”
นายกสมาคมยางพาราไทย กล่าวต่อว่า สถานการณ์ยางพาราปี 2559 คาดว่ามีแนวโน้มทรงตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน รัสเซียยุโรป ญี่ปุ่น และตลาดเกิดใหม่อื่นๆ การลงทุนซบเซา การค้าชะลอตัว รวมทั้งราคาน้ำมันและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวลดลงกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) คาดการณ์ว่าผลผลิตมวลรวมหรือจีดีพีโลกลดลงเป็น 3.5% ในปีนี้ และ 3.7% ในปี 2559 เศรษฐกิจสหรัฐยังคงสดใส แต่ยุโรปยังมีปัญหากับการผ่อนคลายภาวะเงินเฟ้อเศรษฐกิจยูโรโซนจะขยายตัว 1.2% ในปีนี้ และจะเพิ่มเป็น 1.4% ในปี 2559 ส่วนจีนจะขยายตัวลดลงอีกในปี 2559 เหลือ 6.3% ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประเทศคู่ค้าของจีนด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียเศรษฐกิจญี่ปุ่นจะขยายตัว 0.6% ในปีนี้ และปรับขึ้นเล็กน้อยเป็น 0.8% ในปี 2559ส่วนราคาน้ำมันคาดว่าจะทรงตัวในช่วง 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันเติบโตในระดับต่ำ ประกอบกับอุปทานล้นตลาด เนื่องจากผลผลิตจากกลุ่มโอเปกจะออกสู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ซบเซาลงไปด้วย นอกเหนือจากปัจจัยด้านสภาวะเศรษฐกิจที่ได้กล่าวมาข้างต้น ยังมีปัจจัยด้านผลผลิต ความต้องการใช้และปริมาณส่วนเกินของยางธรรมชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคายางพารา โดยองค์การศึกษาเรื่องยางระหว่างประเทศ(International Rubber Study Group) คาดการณ์ว่า ผลผลิตยางธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2.9 % เป็น 12.97 ล้านตันในปี 2559 เนื่องจากยางที่ปลูกไว้ในช่วงราคายางสูง จะเติบโตเต็มที่จนสามารถกรีดได้ ในขณะที่อุปสงค์ยางธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น 4.3 เปอร์เซ็นต์ เป็น 12.83 ล้านตันในปี 2559ส่วน The Rubber Economist คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ยางของโลกจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 1.9 % ในช่วงปี 2558-2560 เนื่องจากความต้องการใช้ยางของจีนชะลอตัว ในขณะที่ความต้องการใช้ยางในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอินเดียจะเติบโตในระดับต่ำ คาดว่าผลผลิตยางธรรมชาติจะเพิ่มขึ้น 3.5 % เป็น 12.53 ล้านตันในปี 2558 และแตะระดับ 13.5 ล้านตันในปลายปี 2560
นอกจากนี้ คาดการณ์ว่าอุปสงค์ยางธรรมชาติจะสูงกว่ายางสังเคราะห์ในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า ส่วนอุปทานส่วนเกินยางธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าจะแตะระดับ 3.7 ล้านตันในปลายปี 2560 ในขณะที่ The Economist Intelligence Unit คาดการณ์ว่า สต็อกยางธรรมชาติของโลกจะลดลง 30.5 % และ 49.9 % ในปี 2559 และ 2560 ตามลำดับ และคาดว่าสต็อกยางโลกอาจลดลงได้ถึง 1 ล้านตัน ในช่วงปี 2559-2560 จากสถานการณ์ราคายางตกต่ำ ส่งผลให้การผลิตหดตัว การกรีดลดลง และผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนิโญ่ในอินโดนีเซีย
อย่างไรก็ตาม สมาคมยางพาราไทยยังคงมีความเห็นเชิงบวกว่ายางพารามีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจดี และมีความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างสภาไตรภาคียางระหว่างประเทศ(ITRC) ตลอดจนภาครัฐไทยมีมาตรการและความพร้อมในการแก้ปัญหาราคายางตกต่ำจึงคาดว่าจะทำให้สถานการณ์ยางพาราปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น โดยโครงการที่น่าจับตามอง ได้แก่ การก่อตั้งตลาดยางภูมิภาค (ASEAN Regional Rubber Market) เพื่อทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยงด้านราคา และช่วยให้สามารถสะท้อนราคายางที่เป็นธรรม ทําให้กลไกของอุปสงค์อุปทานขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และความร่วมมือในการส่งเสริมการใช้ยางธรรมชาติภายในประเทศผู้ผลิตปริมาณ 300,000 ตัน สำหรับการสร้างถนนยางกันกระแทกเรือ และการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเริ่มต้นในปี 2559 “สมาคมฯ คาดหวังความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน เกษตรกร รวมทั้งประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซียรวมทั้งประเทศผู้ผลิตยางธรรมชาติอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน ในการกำหนดแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางอย่างยั่งยืนตลอดไป” นายกสมาคมยางพาราไทย กล่าว









