ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิ—ความเสี่ยงสูงมากสำหรับการดำเนินธุรกิจหลังสิ้นสุดสัมปทาน
ประเด็นการลงทุน
ถึงแม้ว่า DTAC จะมีความยืดหยุ่นทางการเงินมากกว่าผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายอื่นที่ชนะการประมูลใบอนุญาต 4 จี เนื่องจาก DTAC ไม่มีภาระด้านค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ แต่เราประเมินว่า DTAC ก็ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องลงทุนในโครงข่าย 4 จีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขของสินทรัพย์ที่สร้างเสร็จแล้วต้องโอนภายใต้สัญญาสัมปทาน (BTO) และเงื่อนไขของการให้บริการ 4 จีบนคลื่นความถี่เดิม 1800 เมกะเฮิร์ซ เนื่องจากจำเป็นต้องรักษาคุณภาพบริการ 4 จีให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ นอกจากนี้แนวคิดของรูปแบบสัญญาเอ็มวีเอ็นโอ หรือการเป็นผู้ให้บริการค้าส่งค้าปลีกคล้ายรูปแบบของ BFKT ที่จะทำบนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ซเพื่อที่หลีกเลี่ยงการโอนสินทรัพย์ภายใต้สัญญาสัมปทาน 1800 เมกะเฮิร์ซดูแล้วไม่น่าที่จะเกิดขึ้นได้ เนื่องจากคลื่นความถี่ดังกล่าวเป็นคลื่นความถี่ที่อยู่ภายใต้สัญญาสัมปทาน ปัจจุบันบริษัทยังคงอยู่ระหว่างการเจรจากับกสท./กสทช.เพื่อขอนำเอาคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ซที่ยังไม่ได้ใช้งานจำนวน 20 เมกะเฮิร์ซมาให้บริการ 4 จี เราประเมินว่าถ้านำมาใช้งานได้จริง ก็จะสามารถใช้ได้ถึงแค่อายุสัญญาสัมปทานสิ้นสุดในเดือนก.ย.2561 เท่านั้น และเนื่องจากความเสี่ยงของการดำเนินธุรกิจหลังสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงมีสูงมาก เราจึงยังคงคำแนะนำหุ้น DTAC เพียงแค่ “ถือ” เท่านั้น
ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2559-71 เพื่อสะท้อนสมมติฐานให้เป็นไปในเชิงอนุรักษ์นิยมมากขึ้น
เนื่องจากปัจจัยด้านการแข่งขันจาก JAS และ TRUE ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นซึ่งอาจจะเร็วกว่าที่คาดก่อนหน้า เราจึงตัดสินใจที่จะใช้สมมติฐานในเชิงอนุรักษ์นิยมมากขึ้นกับประมาณการของ DTAC โดยประการแรก เราทำการปรับประมาณการงบลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 22% ในปี 2559 (ไปเป็น 3.1 หมื่นล้านบาท) ปี 2560 ปรับเพิ่มขึ้นอีก 28% (ไปเป็น 2.9 หมื่นล้านบาท) และปี 2561 ปรับเพิ่มขึ้นอีก 30% (ไปเป็น 2.7 หมื่นล้านบาท) เพื่อสะท้อนการลงคาปาซิตี้โครงข่าย 4 จีที่จะต้องเพิ่มขึ้นเพื่อรักษาคุณภาพบริการ 4 จีให้ดีต่อเนื่องภายใต้สัมปทานคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ซและใบอนุญาตคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิร์ซ ทั้งนี้คลื่นความถี่จำนวน 15 เมกะเฮิร์ซ (จากทั้งหมด 25 เมกะเฮิร์ซ) ภายใต้สัมปทานคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิร์ซ และคลื่นความถี่จำนวน 5 เมกะเฮิร์ซ (จากทั้งหมด 15 เมกะเฮิร์ซ) ภายใต้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิร์ซจะถูกแบ่งไปเพื่อรองรับการให้บริการ 4 จี
ประการที่สอง เราปรับประมาณการรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือนลงอีก 2-5% ในช่วงปี 2559-61 เหลือ 184-191 บาท และปรับลงอีก 7-19% ในช่วงปี 2562-71 เหลือ 164-181 บาท เพื่อสะท้อนถึงกลยุทธ์การลดราคาบริการดาต้าลงจากเดิมเพื่อรักษาฐานลูกค้าปัจจุบันเอาไว้ ประการที่สาม เราปรับประมาณการผู้ใช้บริการสะสม (ที่ไม่รวมลูกค้า 4 จี) ลดลง 3% ณ สิ้นปี 2559 (มาอยู่ที่ 27.1 ล้านเลขหมาย) ลดลงอีก 5% ณ สิ้นปี 2560 (มาอยู่ที่ 26.8 ล้านเลขหมาย) และลดลงอีก 7% ณ สิ้นปี 2561 (มาอยู่ที่ 26.5 ล้านเลขหมาย) เนื่องจากแนวโน้มของการสูญเสียส่วนแบ่งผู้ใช้บริการดาต้าในต่างจังหวัดให้กับ TRUE และ JAS ซึ่งผลกระทบมากกว่าที่เราเคยคาดก่อนหน้า ส่งผลให้เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2559 ลงอีก 20% (เหลือ 5.6 พันล้านบาท) กำไรสุทธิปี 2560 ลงอีก 27% (เหลือ 5.3 พันล้านบาท) และกำไรสุทธิปี 2561 ลงอีก 35% (เหลือ 5.0 พันล้านบาท) และกำไรสุทธิช่วงปี 2562-71 ลงอีก 19-22% (มาอยู่ในช่วง 4.8-5.0 พันล้านบาท) พร้อมกันนี้เราปรับราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 ซึ่งประเมินด้วยวิธี DCF ลงอีก 22% (เหลือ 35 บาท)
ส่องกล้องไตรมาส 4/58—คาดกำไรหลักอ่อนตัวลง
เราคาดกำไรสุทธิไตรมาส 4/58 ที่ 1.6 พันล้านบาท ลดลง 15% YoY แต่เพิ่มขึ้น 30% QoQ หากไม่รวมรายการกำไรพิเศษครั้งเดียวในไตรมาส 4/57 และรายการอัตราแลกเปลี่ยน กำไรหลักมีแนวโน้มอยู่ที่ 1.45 พันล้านบาท ลดลง 18% YoY (และลดลง 8% QoQ) โดยมีปัจจัยหลักมาจากรายได้บริการ (ที่ไม่รวม IC) ลดลง YoY (แต่เพิ่มขึ้น QoQ) และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น YoY ซึ่งได้แก่ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโครงข่าย ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานทั่วไปและภาระดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งกลบผลกระทบของผลขาดทุนที่ลดลงจากธุรกิจขายเครื่องโทรศัพท์ เราคาดผลขาดทุนขั้นต้นและอัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจขายเครื่องโทรศัพท์มีแนวโน้มติดลบน้อยลงในไตรมาส 4/58 (-3% ในไตรมาส 4/58 เมื่อเทียบกับ -19% ในไตรมาส 3/58 และ -4% ในไตรมาส 4/57) เนื่องจากการลดเงินอุดหนุนเครื่องโทรศัพท์สำหรับลูกค้าระบบพรีเพด รายได้บริการ (ที่ไม่รวมไอซี) ในไตรมาส 4/58 มีแนวโน้มลดลง 1% YoY แต่เพิ่มขึ้น 2% QoQ จำนวนผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิมีแนวโน้มพลิกกลับมาเป็นบวก 3.5 แสนรายในไตรมาส 4/58









