วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยออยล์คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมัน 11-15 ม.ค.59

ราคาน้ำมันดิบยังคงเคลื่อนไหวในระดับต่ำ จากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว รวมถึงภาวะอุปทานน้ำมันดิบล้นตลาด

แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (11 - 15 ม.ค. 59)

ราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำ โดยได้รับแรงกดดันหลักจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว รวมถึงอุปสงค์น้ำมันสำเร็จรูปของสหรัฐที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลง นอกจากนี้ ยังได้รับแรงกดดันจากความกังวลต่อภาวะอุปทานล้นตลาด หลังจากสหรัฐออกมาตรการยกเลิกการห้ามส่งออกน้ำมันดิบ รวมถึงปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และไม่มีทีท่าว่าผู้ผลิตในกลุ่มจะสามารถหาทางออกในการแก้ไขปัญหาอุปทานล้นตลาดได้เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างประเทศซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าวยังมีความไม่แน่นอนสูงและอาจส่งผลให้นักลงทุนกังวลเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันดิบของทั้งซาอุดิอาระเบีย อิหร่าน และประเทศอื่นๆ ในตะวันออกกลางได้ หากเหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:

     - เศรษฐกิจจีนยังคงส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดหุ้นจีน ได้แก่ ตลาดหลักทรัพย์เซี่ยงไฮ้ และเซินเจิ้น ต้องยุติการซื้อขายหุ้นลงในช่วงครึ่งวันแรก (4 ม.ค.) หลังจากดัชนีปรับตัวลดลงกว่าร้อยละ 7 จนต้องลั่นสัญญาณ “เซอร์กิต เบรกเกอร์” หรือมาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราวครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งการปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของราคาหุ้นเกิดจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจจีน หลังทางการของจีนได้เปิดเผยตัวเลขดัชนี PMI ประจำเดือน ธ.ค. พบว่าอยู่ที่ระดับ 48.2 ปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.6 โดยดัชนี PMI ที่ระดับต่ำกว่า 50 หมายถึงการปรับตัวลดลงของผลผลิตอุตสาหกรรมของจีน

     - สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) เปิดเผยปริมาณน้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐ (สิ้นสุด ณ วันที่ 1 ม.ค.) ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 10.6 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2536 และเป็นการปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 2.3 ล้านบาร์เรล ทั้งนี้ การปรับเพิ่มขึ้นของน้ำมันเบนซินคงคลังสหรัฐ เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าอุปสงค์น้ำมันของสหรัฐเริ่มชะลอตัว

     - ติดตามสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง หลังจากเกิดความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน สองประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ ทั้งนี้ทางการซาอุดิอาระเบียได้ตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน จากเหตุการณ์เผาและทำลายทรัพย์สินสถานทูตของซาอุดิอาระเบียในกรุงเตหะรานของอิหร่าน ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ทำท่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อบาห์เรนและคูเวต หนึ่งในพันธมิตรของซาอุดิระเบียประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่านเช่นกัน ทั้งนี้ตลาดมองว่าความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่านนั้น อาจส่งผลให้ความร่วมมือในการที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันดิบตกต่ำภายในกลุ่มโอเปคลดน้อยลง และอาจส่งผลให้ตลาดยังคงเผชิญกับภาวะอุปทานล้นตลาดต่อไป

     - ผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ มีแนวโน้มส่งออกน้ำมันดิบมากขึ้น หลังจากประธานาธิบดีของสหรัฐ ลงนามกฎหมายยกเลิกการห้ามส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐ ส่งผลให้ผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ สามารถส่งออกน้ำมันดิบได้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี โดยรายงานล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 ธ.ค. ที่ผ่านมา เปิดเผยว่า บริษัท NuStar Energy LP ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบสหรัฐ ได้เริ่มส่งออกน้ำมันดิบไปยังประเทศอิตาลีแล้ว

     - อิหร่านมีแนวโน้มส่งออกน้ำมันดิบสู่ตลาดโลกมากขึ้น หลังจากได้รับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรจากชาติมหาอำนาจ โดยล่าสุด Bijan Zanganeh รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันของอิหร่าน เปิดเผยว่าอิหร่านได้รับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรจากสหประชาชาติอย่างเป็นทางการแล้ว อย่างไรก็ตาม อิหร่านระบุว่าการเพิ่มการส่งออกน้ำมันของอิหร่านหลังจากที่มีการยกเลิกการคว่ำบาตรต่ออิหร่านจะขึ้นอยู่กับอุปสงค์น้ำมันในตลาดโลกและจะไม่ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงไปมากกว่านี้ 

     - ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดค้าปลีก ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ดัชนีความอ่อนไหวของประชากร และดัชนีราคาการใช้จ่ายผู้บริโภคสหรัฐ ปริมาณการส่งออกจีน และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมยูโรโซน

สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (4 - 8 ม.ค. 59)

     ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวลดลง 3.88 ดอลลาร์ ปิดที่ 33.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลดลง 3.73 ดอลลาร์ ปิดที่ 33.55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 27 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยตลาดถูกกดดันจากความกังวลต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก หลังจากตลาดหุ้นของสหรัฐ และจีนปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความกังวลต่ออุปสงค์น้ำมันโลกที่อาจชะลอตัว หลังจากปริมาณน้ำมันเบนซินสำรองสหรัฐ ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 10.6 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นปริมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุดตั้งแต่ปี 2536 อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับแรงสนับสนุนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง จากความขัดแย้งระหว่างซาอุดิอาระเบียและอิหร่าน โดยตลาดมองว่าความขัดแย้งระหว่างผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ทั้งสองประเทศอาจส่งผลให้ความคิดที่จะจำกัดปริมาณกำลังการผลิตน้ำมันดิบในกลุ่มโอเปคไม่ประสบความสำเร็จ และอาจส่งผลให้มีปริมาณน้ำมันดิบออกสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น

                                                              -----------------------------------------------------

ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999