วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (23 ธ.ค.58)

หลายปัจจัยบวก

คาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นวันนี้ จากปัจจัยบวกทั้งในและต่างประเทศ ที่น่าจะนำไปสู่แนวโน้มที่ดีขึ้นในปีหน้า ภายในประเทศ ยอดขายรถยนต์ที่กลับมาบวกเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก คาดการณ์การใช้จ่ายช่วงเทศกาลปีนี้ในระดับสูงมาก มติครม. อนุมัติงบประมาณดิจิตอล 6 พันล้านบาท ล้วนเป็นปัจจัยบวกต่างประเทศหุ้นสหรัฐและจีนที่ปรับตัวขึ้นตลอดจนแนวโน้มเศรษฐกิจเป็นบวกจากญี่ปุ่นถือเป็นปัจจัยหนุนตลาด

หุ้นเด่นวันนี้: THCOM (ราคาปิด 28.50 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย 49 บาท)

บมจ.ไทยคมเป็นผู้นำระดับโลกด้านการให้บริการดาวเทียมที่มีสถานะเป็นดาวเทียมที่ได้รับความนิยม (hot bird) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิคโดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน การเติบโตของไทยคมมาจากอุปสงค์อันล้นหลามของดาวเทียมถ่ายทอดช่องโทรทัศน์ทั้งจากในภูมิภาคและทั่วโลก หนุนโดยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีของการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์จากอะนาล็อกเป็นดิจิทัลและจากช่องความคมชัดมาตรฐาน (SD) เป็นช่องความคมชัดสูง (HD) ไปจนถึงความคมชัดสูงมาก (UHD) ซึ่งสองอย่างหลังจะต้องใช้จำนวนช่องสัญญาณมากขึ้นถึง 4-12 เท่าของช่อง SD ในขณะที่บริการมือถือกำลังเติบโตอย่างมากเนื่องจากการมาของเทรนด์การใช้ข้อมูล โดยเฉพาะ 4จี การเสริมความสามารถในการให้บริการมือถือด้วยดาวเทียม (mobile backhaul) เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ดังนั้นอุปสงค์ต่อดาวเทียมน่าจะได้รับการหนุนด้วยเรื่องนี้เช่นกัน ไทยคมให้บริการที่เหนือกว่าด้วยบริการเสริมที่ไม่เพียงเพิ่ม กำไรและรายได้ แต่ยังทำให้การขายช่องดาวเทียมปกติมีความครบวงจรเพิ่มมูลค่ามากขึ้น บริการเหล่านี้ได้แก่การให้บริการอินเทอร์เน็ตเคลื่อนที่ไปกับยานพาหนะ เช่น เครื่องบิน เรือและพาหนะอื่นๆ บริษัทโทรคมนาคมอย่าง Synertoneของจีนและ Softbank Mobile ของญี่ปุ่นก็ยังเลือกใช้บริการกับไทยคม นอกจากนี้ยังมีความคืบหน้าในการรุกไปตลาดอินเดียซึ่งเป็นตลาดใหญ่ โดยไทยคมได้ดีลจากกลุ่มฮินดูจาซึ่งเป็นเครือบริษัทอินเดียขนาดใหญ่ระดับโลก เราคาดการณ์ไว้ว่ากำไรอาจเติบโต 6% ปีนี้เนื่องจากถูกบั่นทอนไปบางส่วนจากการขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนทางบัญชีและเร่งขึ้นเป็น 26% ในปีหน้า หุ้น THCOM ปัจจุบันซื้อขายที่ PE ปี 58 ที่ 13.6 เท่าซึ่งนับเป็น PEG ratio แค่ 0.53 เท่า ถือว่า THCOM ยังมีมูลค่าต่ำกว่าที่ควร Price Pattern ของ THCOM กลับมาเกิดความแข็งแกร่งในระยะสั้นจากการกลับมาเกิดสัญญาณซื้อรายวันครั้งใหม่ และหากสามารถปิดตลาดในสัปดาห์นี้เหนือ 26.75 บาท ก็จะเกิดสัญญาณซื้อรายสัปดาห์ครั้งใหม่ด้วยเช่นกัน คาดว่าTHCOM จะเกิดการฟื้นตัวระยะสั้น โดยมีเป้าหมายแรกอยู่ที่ 28.75 บาท และมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 31.25 บาท ตามลำดับ โดยมีจุด Stop Loss จากการฟื้นตัวในรอบนี้อยู่ที่ 25.75 บาท (แนวต้าน: 29.50, 30.75, 32.50; แนวรับ: 28.00, 26.75, 24.90)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• อนุมัติเงินทุน 6 พันลบ. สำหรับโครงสร้างพื้นฐาน เมื่อวานนี้ รัฐบาลได้อนุมัติข้อเสนอของ รมว. กระทรวงการคลัง และ รมว. กระทรวงไอซีทีที่จะใช้งบประมาณ 5-6 พันลบ. เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิตัล เพื่อพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของบริษัทด้านไอทีภายในประเทศ การเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านไอที และการโปรโมทอีคอมเมิร์ช

• อนุมัติสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพิ่มเติมแก่ SMEs เมื่อวานนี้ คณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ 4% ของธนาคารออมสินให้แก่ SMEs มากขึ้นจากงบประมาณเดิมที่ตั้งไว้ 100-150 พันลบ. รัฐบาลยังได้ตั้งงบประมาณสำหรับการปฏิบัติงานของกองทุนอนาคตไทย (Thailand Future Fund) จำนวน 10 พันลบ. และเพิ่มเงินทุนอีกประมาณ 1.3 พันลบ. สำหรับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเพื่อช่วยผู้มีรายได้ต่ำในกรุงเทพฯ (The Nation)

• ยอดขายรถยนต์สูงขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปีครึ่งโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยรายงานยอดขยายรถยนต์เดือน พ.ย. ขยายตัว 4.6% YoY (Bangkok Post) ความเห็น: เชื่อว่าการขยายตัวดังกล่าวส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากประเด็นการเตรียมปรับภาษีรถยนต์สูงขึ้นมากกว่าที่จะขับเคลื่อนจากความเชื่อมั่นและความต้องการของผู้บริโภคที่ฟื้นตัว

• การใช้จ่ายคาดจะกระโดดขึ้นในช่วงเทศกาล ผลสำรวจจาก 1,200 คนโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยคาดการใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น 6.4% YoYหรือประมาณ 1.25 แสนล้านบาทในช่วงเทศกาล ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดในรอบ 10 ปี การใช้จ่ายของปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกันเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5.1% (Bangkok Post) ความเห็น: ผลการสำรวจพบว่าการใช้จ่ายที่สูงขึ้นส่วนมากมาจากราคาสินค้าและบริการที่แพงขึ้น และประชาชนยังคงกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ

• ADVANC (151.50 บาท, ราคาเป้าหมาย 245 บาท) เตรียมออกค่าเครื่องให้ผู้ใช้บริการจำนวน 12 ล้านเครื่องเป็นเงิน 1 หมื่น ลบ. สำหรับลูกค้า 11-12 ล้านรายบนคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ์เพื่อให้เปลี่ยนจากเครื่อง 2จีเป็น 3 จีเนื่องจากบริษัทแพ้ประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ์ (The Nation)ความเห็น: เราได้รวมการอุดหนุนค่าเครื่องนี้ลงไปในการประมาณการของเราที่ราคาเป้าหมาย 245 บาทอยู่แล้ว แต่หากในอนาคตใช้เงินอุดหนุนค่าเครื่องมากกว่านี้ ทำให้สถานการณ์แย่กว่านี้ เราอาจพิจารณาปรับราคาเป้าหมายลง

• BAY (ปิด 30.00 บาท ราคาเป้าหมายปี 59 ที่ 39.00 บาท) กำลังอยู่ในระหว่างเจรจากับสถาบันการเงินในเวียดนามและกัมพูชาสำหรับความเป็นไปได้ของการเป็นพาร์ตเนอร์ เนื่องจากธนาคารเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจของสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภค (Consumer finance) ในประเทศเหล่านั้น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่จะเสนอขายในตลาดเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในตลาดนั้นๆ ซึ่งน่าจะรวมถึง สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคลและรายย่อย (Bangkok Post)

• DTAC (29.00 บาท, ราคาเป้าหมาย 47.00 บาท) มุ่งขยายเครือข่ายให้หนาแน่นขึ้นและครอบคลุมเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถในการแข่งขันได้ แม้ว่าจะแพ้ประมูลไม่ได้คลื่นใหม่ก็ตามแต่ยังมีแบนด์วิธเพียงพอที่จะให้บริการมือถือ เช่นมี 20 เมกะเฮิร์ตซ์ใช้ทำ 4จี (15 เมกะเฮิร์ตซ์จากคลื่น 1800 และ 5 เมกะเฮิร์ตซ์จากคลื่น 2100) และยังเชื่อว่ามีคลื่นอีกไม่น้อยที่จะออกประมูลในอนาคตอย่างน้อยก็คลื่น 850 และ 1800 เมกะเฮิร์ตซ์ของตัวเองและอาจมีคลื่น 700 และ 2600 เมกะเฮิร์ตซ์มาอีกด้วย DTAC ตั้งเป้าว่าจะทำ 4จี ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดภายในกลางปี 59 และให้เครือข่าย 3จีบน 850 เมกะเฮิร์ตซ์ครอบคลุมถึง 95% ของประชากรในปีหน้า การลงทุนส่วนใหญ่จะเน้นบนคลื่น 2100 เมกะเฮิร์ตซ์ (DTAC)ความเห็น: แม้จะสมมติว่าดีแทคจะปกป้องส่วนแบ่งตลาดได้ แต่กำไรก็น่าจะถูกกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นขณะที่ต้นทุนการกำกับดูแลและส่วนแบ่งรายได้ก็สูงกว่าคนอื่นจากการที่มีแบนด์วิธภายใต้ระบบใบอนุญาตจำนวนจำกัด อย่างไรก็ดีจากการที่ราคาหุ้นร่วงลึกมาก ก็ทำให้ส่วนต่างกำไรเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ณ ราคาปัจจุบัน

• GOLD (6.05 บ.) เปิดเผยว่าในปีหน้าบริษัทจะหันมารุกตลาดแนวราบระดับล่างมากขึ้น หลังจากที่บริษัทฯ เห็นว่าอัตราการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ในโครงการระดับล่างในปัจจุบันมีน้อยกว่าเมื่อเทียบกับโครงการระดับกลางถึงบน ประกอบกับแรงจูงใจทางภาษีของผู้บริโภค โดย GOLD เตรียมเปิดโครงการใหม่ในปีหน้าจำนวน 15 โครงการ มูลค่า 1.56 หมื่นลบ. แบ่งเป็นทาวน์โฮม 11 โครงการ และบ้านเดี่ยว 4 โครงการ ซึ่งคาดจะหนุนให้ยอด Presale และรายได้ในปีหน้าสูงขึ้นมาอยู่ที่ 1.4 หมื่นลบ. และ 1.0 หมื่นลบ. ตามลำดับ จาก 1.28 หมื่นลบ. และ 8.3 พันลบ. ที่คาดจะทำได้ในปีนี้ (Bangkok Post)

ต่างประเทศ

• ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นทั่วโลกค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากญี่ปุ่นหยุดทำการในวันนี้ ส่วนในวันพฤหัสหลายตลาดจะปิดทำการหรือปิดเร็วขึ้นเนื่องจากเทศกาลคริสต์มาสที่จะเริ่มในวันศุกร์นี้ (Reuters)

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้นเมื่อวันอังคาร หลังจากตัวเลขล่าสุดของจีดีพีสหรัฐไตรมาส 3/58 และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานภายในประเทศของสหรัฐแข็งแกร่งกว่าที่คาดซึ่งช่วยสนับสนุนมุมมองที่ว่าเฟดอาจทยอยขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีหน้า ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปีลดลง 8/32 และให้อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 2.225% จาก 2.197% เมื่อวันจันทร์ ราคาพันธบัตรอายุ 30 ปีลดลง 17/32 และให้อัตราผลตอบแทนเท่ากับ 2.952% จาก 2.925% ในวันจันทร์ (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐยังคงมีเสถียรภาพ ดอลลาร์สหรัฐทรงตัวเทียบกับเงินเยนที่ 121.02 เยน แตะระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์ในช่วงข้ามคืน ส่วนเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยอยู่ที่ 1.0950 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับสกุลเงินต่าง ๆ ในตะกร้าเงินแล้ว ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐปิดลดลง 0.2% อยู่ที่ 98.213 จุด (Reuters)

สหรัฐ:

• หุ้นในตลาดสหรัฐทะยานขึ้นทั้งกระดานเมื่อวันอังคาร หลังจากราคาน้ำมันฟื้นตัวเล็กน้อยและข้อมูลแสดงว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้ค่อนข้างดีในไตรมาส 3/58 จากที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 ลดลง 2% ในเดือนธ.ค. และลดลง 1% ในปี 2558 หลังจากแตะระดับสูงสุดตลอดกาลในเดือนพ.ค.และร่วงลงอย่างหนักในเดือนส.ค.เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับตลาดหุ้นจีน (Reuters)

• อัตราการเติบโตของจีดีพีไตรมาส 3/58 อยู่ที่ 2%กระทรวงพาณิชย์สหรัฐปรับลดอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 2% ต่อปีจากประมาณการก่อนหน้าที่ 2.1% ถึงแม้ตัวเลขถูกปรับลดลงแต่สูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 1.9% ต่อปี (Reuters)

• มูลค่าการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคในภาคครัวเรือน (PCE) เพิ่มขึ้น 1.4% ในไตรมาส 3/58 ตัวเลขล่าสุดของการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคในภาคครัวเรือนหรือ PCE เป็นตัววัดเงินเฟ้อพื้นฐานภายในประเทศตัวหนึ่งซึ่งเฟดนิยมใช้มากกว่าเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 1.4% และเอาชนะความคาดหวังว่า PCE จะไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 1.3% (Reuters)

ยุโรป:

• อังกฤษและอิตาลีเรียกร้องปฏิรูป EU รมว.ต่างประเทศอังกฤษและอิตาลี เรียกร้องการปฏิรูปสหภาพยุโรปเพื่อปกป้องสิทธิ์ของประเทศสมาชิกที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของยูโรโซน และเพื่อจัดการกับปัญหาผู้อพยพ(Reuters)

• หุ้นยุโรปทรงตัวยกเว้นหุ้นพลังงานขยับขึ้น หลังจากร่วงลง 1.2% ในวันจันทร์ดัชนี FTSEurofirst 300 ขยับลง 0.04% ในวันอังคาร ในขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดใหญ่ชั้นนำ Euro STOXX 50 ขยับขึ้น 0.04% นักลงทุนระมัดระวังต่อแนวโน้มปีหน้า หุ้นน้ำมันอย่าง BP และ Royal Dutch ฟื้นตัว หลังจากราคาน้ำมันขยับขึ้นจากจุดต่ำสุดเป็น 11 ปี (Reuters)

เอเชีย:

• รัฐบาลญี่ปุ่นคาดความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) จะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ 14 ล้านล้านเยน(1.155 แสนล้านดอลลาร์ฯ) หรือคิดเป็น 3% ซึ่งมากกว่าการประเมินก่อนหน้าเมื่อเดือน มี.ค. 2556 (3.2 ล้านล้านเยน, 0.66%) ถึง 4 เท่าตัว ขณะที่ผลกระทบเชิงลบจาก TPP ที่มีต่อภาคการเกษตรพบว่าน้อยกว่าที่ประเมินไว้ตอนแรก (Reuters)

• รัฐบาลญี่ปุ่นคาดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 3.3 ล้านล้านเยนที่ได้รับการอนุมัติเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะช่วยให้ GDP ขยายตัว 0.6% ได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยคาด nominal GDP จะขยายตัว 3.1% ได้ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือน มี.ค. 2560 สูงกว่าคาดการณ์เดิมก่อนหน้าที่ 2.9% ที่ได้ประเมินไว้เมื่อเดือน ก.ค. ขณะที่ยังคงคาดการณ์การขยายตัวของ real GDP ในปีงบประมาณหน้าไว้เช่นเดิมที่ 1.7% (Reuters)

• หุ้นขนาดใหญ่ของจีนบวกทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 4 เดือน โดยรวมหุ้นจีนขยับขึ้นเล็กน้อยในวันอังคารจากความหวังต่อการปฏิรูปที่รัฐบาลประกาศออกมาซึ่งรวมถึงมาตรการทางการเงินที่จะยืดหยุ่นมากขึ้นและมาตรการทางการคลังที่จะเพิ่มมากขึ้นในปีหน้า(Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันขยับขึ้นจากระดับต่ำในรอบหลายปี ราคาน้ำมันดิบสหรัฐในตลาดล่วงหน้าขยับขึ้น 26 เซนต์มาอยู่ที่ 36.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ ราคาน้ำมันเบรนท์ทรงตัวที่ 36.11 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันทั้งสองปรับขึ้นเล็กน้อยหลังจากสถาบันปิโตรเลียมสหรัฐรายงานตัวเลขการลดลงของสต็อกน้ำมันซึ่งไม่ได้คาดการณ์ไว้ก่อน (Reuters)

• ราคาทองเสียโมเมนตัม ราคาทองในตลาดจรลดลง 6.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์มาอยู่ที่ 1,071.96 ดอลลลาร์สหรัฐต่อออนซ์เมื่อวันอังคาร หลังจากราคาทองปรับเพิ่มขึ้นติดต่อกันในช่วงสองวันก่อนหน้า แม้ว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนตัวและราคาน้ำมันจะฟื้นตัวก็ตาม (Reuters)