ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงต่อเนื่อง หลังการนำเข้าน้ำมันดิบสหรัฐพุ่ง ประกอบกับดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า
- ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสและเบรนท์ปรับลดลงต่อ หลัง บริษัท Genscape รายงานตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ จุดส่งมอบคุชชิ่ง รัฐโอกลาโฮมา ปรับเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านบาร์เรล ซึ่งผลการรายงานนี้สอดคล้องกับรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐ (EIA) เมื่อวันก่อนหน้า โดยตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นเป็นผลมาจากการปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบของสหรัฐที่ปรับเพิ่มขึ้น 291,000 บาร์เรลต่อวัน ไปแตะที่ระดับ 7.87 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งนับเป็นตัวเลขการนำเข้าที่สูงสุดในปีนี้
- นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบยังถูกกดดันจากค่าเงินดอลลาร์ที่ปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในตะกร้าเงินหลังคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ส่งผลให้นักลงทุนในตลาดลดการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับกับน้ำมันดิบซึ่งซื้อขายด้วยสกุลเงินดอลลาร์
- ตัวแทนจากกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันดิบโอเปค (OPEC) ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ราคาน้ำมันดิบจะถูกกดดันต่อเนื่องในปีหน้า เนื่องจากอุปทานจะปรับเพิ่มขึ้น หลังอิหร่านเตรียมความพร้อมในการส่งออกน้ำมันดิบจากผลการยกเลิกมาตราการคว่ำบาตร
+ อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก เนื่องจากนักลงทุนขานรับธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ที่ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า FED มีความเชื่อมั่นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยช่วยหนุนหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มส่งออกปรับตัวดีขึ้น
+ ตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานสหรัฐ ในสัปดาห์ที่แล้ว ปรับลดลง 11,000 ราย ไปอยู่ที่ระดับ 271,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ และสะท้อนว่าตลาดแรงงานสหรัฐ ยังคงแข็งแกร่ง
ราคาน้ำมันเบนซิน ปรับตัวลดลงน้อยกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ เนื่องจากได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันเบนซินทางฝั่งสหรัฐที่ปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ อินโดนีเซียซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันเบนซินรายใหญ่ในภูมิภาคเตรียมแผนที่จะนำเข้าน้ำมันเบนซินต่อเนื่องในปี 59
ราคาน้ำมันดีเซล ปรับตัวลดลงมากกว่าราคาน้ำมันดิบดูไบ หลังตลาดน้ำมันดีเซลในเอเชียถูกกดดันจากปริมาณอุปทานล้นตลาด เนื่องจากการส่งออกของอินเดียที่มากขึ้น ประกอบกับตลาดไม่สามารถส่งน้ำมันดีเซลไปขายทางยุโรปได้ นอกจากนี้กำลังการผลิตในภูมิภาคยังคงอยู่ในระดับสูง
ทิศทางราคาน้ำมันดิบ
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสสัปดาห์หน้าเคลื่อนไหวที่กรอบ 34-39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวในกรอบ 36-42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยที่น่าจับตามอง
- อุปทานน้ำมันดิบส่วนเกินจากอิหร่านมีแนวโน้มที่จะเข้ามาสู่ตลาดโลกมากยิ่งขึ้น หลังล่าสุดทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) รายงานว่าได้ยุติการสอบสวนข้อสงสัยเรื่องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน หลังได้ดำเนินการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 12 ปี โดย IAEA เผยว่าไม่พบหลักฐานว่าอิหร่านพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มาหลายปีแล้ว ทั้งนี้ ส่งผลให้อิหร่านสามารถกลับมาส่งออกน้ำมันดิบได้ในเร็วนี้
- จับตาการประชุมสภาครองเกรสของสหรัฐ เพื่อผ่านร่างกฎหมายในการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรในการส่งออกน้ำมันดิบของสหรัฐ โดยล่าสุดผู้นำของสภาครองเกรสสหรัฐ ได้เห็นพ้องให้มีการยกเลิกคำสั่งห้ามการส่งออกน้ำมันจากสหรัฐ หลังบังคับใช้มานานกว่า 40 ปี อย่างไรก็ตามข้อตกลงดังกล่าวยังคงต้องรอการอนุมัติจากทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาสหรัฐ ในวันที่ 18 และ 22 ธ.ค. ตามลำดับ รวมถึงต้องมีการลงนามเพื่อเป็นกฎหมายจากประธานาธิบดี บารัค โอบามาก่อน
- ตลาดน้ำมันดิบยังคงเผชิญกับภาวะอุปทานล้นตลาดอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) รายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ (สิ้นสุดวันที่ 11 ธ.ค. 58) ว่าปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.8 ล้านบาร์เรลขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 490.9 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดของปี ทั้งนี้ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลัง ณ เมืองคุชชิ่ง โอกลาโฮมา ซึ่งเป็นจุดส่งมอบน้ำมันดิบสหรัฐ ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน
- จับตาทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐ หลังคณะกรรมการกาหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% จากระดับ 0-0.25%มาอยู่ที่ระดับ 0.25-0.50% ในการประชุมเพื่อกำหนดนโยบายเมื่อวันที่ 15-16 ธ.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้น โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ถือเป็นการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 10 ปี เนื่องจากอัตราการว่างงานในสหรัฐ ลดลง ประกอบกับอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999









