'เทิร์นอะราวด์' เรื่องใหม่ บมจ.ห้องเย็นเอเชี่ยน ซีฟู้ด หลังซุ่มเงียบปรับโมเดลใหม่นาน 4 ปี 'สมศักดิ์ อมรรัตนชัยกุลล'
วิกฤตโรคกุ้งตายด่วน หรือ EMS ในปี 2555 ส่งผลให้ บมจ.ห้องเย็นเอเชี่ยน ซีฟู้ด หรือ ASIAN ผู้ดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมประเภทแปรรูปสัตว์น้ำแช่แข็งของ 'ตระกูลอมรรัตนชัยกุล' ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 60% ตัดสินใจจำศีลนานกว่า 4 ปี เพื่อใช้เวลาปรับโมเดลธุรกิจครั้งใหม่
เหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ผลผลิตกุ้งในประเทศ ลดลงอย่างหนัก จาก 6 แสนตันต่อปี เหลือเพียง 2 แสนตันต่อปี เป็นเหตุให้บริษัทเข้าสู่ภาวะขาดทุนติดต่อ 2 ปีซ้อน (2556-2557) 198.70 และ 129.35 ล้านบาท ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2555 ที่มีกำไรสุทธิ 27.93 ล้านบาท หลังธุรกิจอาหารแช่แข็ง ถือเป็นรายได้หลักของบริษัทที่มีสัดส่วนมากถึง 89.54% ในปี 2556
ปัจจุบันบริษัทกำลังเข้าสู่โหมด 'เทิร์นอะราวด์' โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรสุทธิแล้ว 132.49 ล้านบาท และมีรายได้รวม 5,768 ล้านบาท เทียบกับรายได้ทั้งปี 2557 ที่อยู่ระดับ 7,950 ล้านบาท หลังกลยุทธ์ 'เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์' แผลงฤทธิ์
'สมศักดิ์ อมรรัตนชัยกุล' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ห้องเย็นเอเชี่ยน ซีฟู้ด เล่าให้ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ฟังว่า หลังโรคระบาดกุ้งตายด่วน ทำให้ยอดขายกุ้งไม่ดี ประกอบกับเศรษฐกิจโลกซบเซา และเงินบาทแข็งค่าที่ระดับ 28-29 บาทต่อเหรียญ ส่งผลให้บริษัทไม่สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้
เราเริ่มกลับมาทบทวนตัวเองว่า หากยังทำธุรกิจแบบเดิมจะอยู่ไม่รอด บริษัทจึงตัดสินใจลุกขึ้นมาปรับกลยุทธ์การทำธุรกิจใหม่ ด้วยการมุ่งเน้น 'เพิ่มผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า' (Value Added Product-VAP) ใน 3 ธุรกิจหลัก นั่นคือ 1.ธุรกิจอาหารแช่เยือกแข็ง 2.ธุรกิจทูน่าบรรจุกระป๋อง-อาหารสัตว์แบบเปียก และ 3.ธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ (กุ้ง-ปลา)
เขา แจกแจงรายละเอียด 'ธุรกิจอาหารแช่เยือกแข็ง' (SEAFOODS) ประเภทอุตสาหกรรมแปรรูปสัตว์น้ำแช่แข็ง กุ้ง ,ปลา,ปลาหมึกว่า ที่ผ่านมาสร้างรายได้ให้บริษัทมากถึง 40% ปัจจุบันบริษัทเน้นส่งออก ภายใต้เครื่องหมายการค้าของลูกค้า และส่งออกภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัท คือ TCC, SAKURA และ ASIAN
ทว่าที่ผ่านมาบริษัทประสบปัญหาโรคกุ้งตายด่วน ทำให้จำเป็นต้องหันมาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์มากขึ้น โดยเราได้ทยอยออกผลิตภัณฑ์ใหม่มาแล้วหลากหลายประเภท เช่น กุ้งปะแป้งแช่แข็ง กุ้งปะแป้งทอดแช่แข็ง และปลาหมึกทอด เป็นต้น ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี
'ตลาดอาหารทะเลจะเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมากขึ้น หากมองปริมาณประชากรทั้งโลก 9,000 ล้านคน ขณะที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นทุกปี ฉะนั้นปริมาณการบริโภคสินค้าต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัวเช่นกัน ประกอบกับแนวโน้มที่ว่าประชากรจะมีรายได้ดีอาจทำให้อาหารทะเลยิ่งขายดีมากขึ้น'
เขา วิเคราะห์ภาวะตลาดและการแข่งขันสินค้าอาหารทะเลแช่แข็ง เพื่อการส่งออกว่า ตลาดดังกล่าวมีการแข่งขันสูง เนื่องจากมีผู้ผลิตสินค้าชนิดและประเภทเดียวกันกับไทยเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันตลาดส่วนใหญ่ยังเป็นของผู้ซื้อที่มีแนวโน้มความต้องการมากขึ้นและยังเป็นตลาดของผู้ผลิตที่ยังไม่มีแนวโน้มจะลดคำสั่งซื้อ
ส่วนแนวโน้มการจำหน่ายสัตว์น้ำทะเลแช่แข็งภายในประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการจำหน่ายผ่านศูนย์การค้า ภัตตาคาร สำหรับผู้ซื้อสินค้า ในต่างประเทศนั้น ได้แก่ ตัวแทนจำหน่าย (Dealer) ผู้นำเข้า (Importer) ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นตัวกลาง (Broker) และหรือผู้ขายส่ง (Wholesaler) ไปพร้อมกันด้วย
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พูดถึงแผนงานของ 'ธุรกิจแปรรูปปลาทูน่า' ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทในเครือ 'เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล' ว่า ปัจจุบันบริษัทเน้นส่งออก ภายใต้เครื่องหมายการค้าของลูกค้าเป็นส่วนใหญ่ และยังส่งออกภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัทด้วย คือ OCEANUS
ที่ผ่านมาธุรกิจดังกล่าวสร้างรายได้ให้บริษัทในสัดส่วน 40% แบ่งการส่งออกผลิตภัณฑ์ออกเป็น 5 ประเภท คือ 1.ผลิตภัณฑ์ปลาทูน่ากระป๋องและถุง Pouch 2.ผลิตภัณฑ์เนื้อทูน่าแช่แข็ง 3.ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงกระป๋อง และถ้วยพลาสติก 4.ผลิตภัณฑ์ปลาป่นสำหรับทำอาหารสัตว์ 5.ผลิตภัณฑ์ปลาซาดีนกระป๋อง
ปัจจุบันบริษัทหันมาเน้นขายผลิตภัณฑ์พรีเมี่ยมมากขึ้น เพราะสร้างมาร์จิ้นได้ดีกว่า โดยเมื่อปี 2556 บริษัทได้ลงทุนในเครื่องจักรใหม่ ตลอดจนด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อขยายการผลิตไปในกลุ่มผลิตภัณฑ์ 'อาหารสัตว์เลี้ยงแบบเปียก' (Wet Pet food)
รวมถึงขยายตลาดผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารสุนัขและอาหารแมวชนิดเปียก ซึ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีอัตราการเติบโตที่ดีในตลาดโลก โดยในปีนี้ยอดขายกลุ่มนี้จะขยับขึ้นมายืนระดับ 50% และอีก 50% เป็นธุรกิจทูน่า
ส่วนแผนงานของ 'ธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ' (กุ้ง-ปลา) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเม็ดในสัตว์น้ำ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 20% โดยในปี 2555 บริษัทได้ลงทุนเครื่องจักรใหม่ ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่สามารถผลิตอาหารสัตว์ในกลุ่มอาหารปลา จากเดิมที่บริษัทมีแค่อาหารกุ้ง ปัจจุบันยอดขายอาหารกุ้งและปลามีสัดส่วน 50:50 ถือว่า เป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี
ปี 58 'เทิร์นอะราวด์'
นายใหญ่ บอกว่า กลยุทธ์ใหม่เริ่มส่งผลดี ทั้งในด้าน 'รายได้-กำไร' ที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงไตรมาส 1/2558 บริษัทมีกำไรสุทธิเป็นครั้งแรก ก่อนจะมีกำไรสุทธิติดต่อกัน 3 ไตรมาสซ้อน
ฉะนั้นคาดว่า สิ้นปี 2558 บริษัทอาจมีกำไรสุทธิเฉลี่ย 160-200 ล้านบาท นั่นหมายความว่า ธุรกิจของบริษัทจะกลับมา 'เทิร์นอะราวด์' นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไป หลังอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง,อาหารสัตว์น้ำ และ Wet Pet food มีทิศทางฟื้นตัวมากขึ้น
'กำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้น จากยอดขายที่ขยายตัวมากขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นขึ้นมายืนระดับ 11.3% อย่างไรก็ดีบริษัทยังมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งตัว โดยในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว 32 ล้านบาท'
ปีหน้าโตต่อเนื่อง
'สมศักดิ์' วิเคราะห์แนวโน้มผลประกอบการในปี 2559 ว่า มีโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากปีนี้ หลังผลผลิตจากกุ้งภายในประเทศจะฟื้นตัว คาดว่าจะขึ้นมายืนระดับ 3 ตันต่อปี ขณะที่ราคากุ้งอาจปรับดีขึ้นด้วย ฉะนั้นมีแนวโน้มว่า เกษตรกรจะกลับมาเลี้ยงกุ้งมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจอาหารกุ้งของบริษัท
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากการส่งออกของบริษัทอยู่ในระดับ 80% ที่เหลือเป็นรายได้จากในประเทศ 20% โดยตลาดส่งออกของบริษัทจะอยู่ในสหรัฐอเมริกา,ยุโรป ,ออสเตรเลีย, จีน ,ญี่ปุ่น ,ตะวันออกกลาง เป็นต้น
สำหรับผลิตภัณฑ์หลักที่บริษัทส่งออก คือ 1.ผลิตภัณฑ์ปลาทรายแช่แข็ง โดยบริษัทได้ส่งไปจำหน่ายที่ประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด ที่ผ่านมามีลูกค้าประเทศญี่ปุ่นสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทแล้ว 30 ราย ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเก่าที่ติดต่อกันมานาน เพราะเชื่อในคุณภาพที่ได้มาตรฐานของบริษัท
2.ผลิตภัณฑ์กุ้งแช่แข็ง ที่ผ่านมาบริษัทส่งไปจำหน่ายที่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย และจำหน่ายในประเทศ 3.ผลิตภัณฑ์ปลาทูน่า บริษัทส่งไปจำหน่ายที่เอเชีย สหภาพยุโรป อเมริกาเหนือ แอฟริกา ออสเตรเลีย แอฟริกาไต้ และยุโรป
'ตอนนี้อยู่ระหว่างจัดทำแผนธุรกิจปีหน้า คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนก.พ.2559 แอบบอกความลับ เรากำลังศึกษาการเข้าไปซื้อกิจการในธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง'
หลากหลาย 'จุดเด่น' บริษัท
เมื่อถามถึง 'จุดเด่น' ของบริษัท เขาตอบว่า วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ASIAN มีความหลากหลาย สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในวงกว้างและครบวงจร ปัจจุบัน ASIAN กำลังก้าวพ้นจากการเป็นผู้รับจ้างบรรจุ หรือ แพ็คเกอร์ (packer) ไปเป็นผู้ร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ (co-developer) ซึ่งต้องการระบบการบริหารงานและโครงสร้างการบริหารที่ทันสมัยมากขึ้น
'บริษัทยังคงต้องใช้ระยะเวลาอีกพอสมควรในการปรับตัวในครั้งนี้ แต่ทว่าการที่ผลประกอบการของบริษัทพลิกเป็นกำไรอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าบริษัทได้ดำเนินกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น'
ทั้งนี้การจัดหาวัตถุดิบของบริษัท ไม่มีการพึ่งพิงการซื้อวัตถุดิบ จากผู้จำหน่ายรายหนึ่งรายใดเกินกว่า 30% ของมูลค่าการซื้อวัตถุดิบ ยกเว้นการนำเข้าปลาทูน่าของบริษัทย่อยที่ต้องพึ่งพาผู้จับปลารายใหญ่ ซึ่งมีกองเรือจับปลาอยู่ทั่วมหาสมุทร
วัตถุดิบของบริษัท คือ กุ้งขาว,กุ้งกุลาดำ,ปลาทราย และปลาหมึก บริษัทมีมูลค่าการสั่งซื้อวัตถุดิบรวมทุกประเภท จากแหล่งในประเทศประมาณ 90% ของมูลค่าการสั่งซื้อวัตถุดิบทั้งหมด จากจำนวนผู้จำหน่ายวัตถุดิบประมาณ 190 ราย
เมื่อถามถึงคู่แข่งที่สำคัญของไทย เขาบอกว่า ปัจจุบันนี้มีหลายประเทศ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย จีน อินเดีย เวียดนาม และเอกวาดอร์ ซึ่งประเทศเหล่านี้ มีข้อได้เปรียบในด้านพื้นที่จับสัตว์น้ำทะเลและเนื้อที่ในการใช้เพาะเลี้ยงกุ้งที่มากกว่าเรา
แต่ประเทศไทยก็ยังได้เปรียบในด้านเทคนิคการเลี้ยง การป้องกันโรค และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานและการขนส่ง รวมถึงแรงงานไทยที่มีความชำนาญงานมากกว่า ทำให้ผลิตภัณฑ์ของไทยมีคุณภาพและได้มาตรฐาน ดังนั้นจึงทำให้ประเทศไทยยังสามารถแข่งขันอยู่ในตลาดโลกได้
นายใหญ่ ทิ้งท้าย ด้วยการพูดถึง 'ความเสี่ยง' ของธุรกิจว่า บริษัทเป็นอุตสาหกรรมที่มีวัตถุดิบเป็นต้นทุน 80% ซึ่งวัตถุดิบหลักของบริษัท คือ ปลา กุ้ง ปลาหมึก และปลาทูน่า ซึ่งเป็นสินค้าเกษตร (Commodity Products) ที่มีการขึ้นลงของราคาตามอุปสงค์และอุปทานในตลาด และหากมีการเก็งกำไรของราคาวัตถุดิบต่างๆ จะทำให้ราคามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นการจัดการวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพจะทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่ง ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะคู่แข่งจากต่างประเทศ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น ซึ่งประเทศเหล่านี้ได้เปรียบในด้านค่าแรงงานที่ต่ำ และมีแหล่งวัตถุดิบที่อุดมสมบูรณ์มากกว่าประเทศไทย
นอกจากนี้บริษัทยังมีความเสี่ยงในเรื่องของ 'อัตราแลกเปลี่ยน' เนื่องจากมีรายได้จากการส่งออกสินค้า 80% ทำให้รายได้ที่ได้รับส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินตราต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นรายได้ในรูปของสกุลเงินเหรียญสหรัฐ ส่วนที่เหลือในรูปสกุลเงินเยน
อย่างไรก็ตามบริษัทมีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ จึงสามารถนำรายได้ส่วนที่เป็นเงินสกุลเดียวกันไปชำระค่าวัตถุดิบดังกล่าวได้ และบริษัทได้มีการป้องกันความเสี่ยง ด้วยการทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า
'ข้อได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัท คือ คนงานมีความเชี่ยวชาญในการแล่ปลาทราย และเรายังสามารถซื้อวัตถุดิบได้เกือบทั้งหมดในตลาด'





