วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กลับมายืนเหนือ 1,300 จุด

สรุปสภาวะตลาดสหรัฐและยุโรป (10-16 ธ.ค. 2558)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้น DJIA +1.5% หลังเฟดขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ตามคาดการณ์ของตลาด และระบุว่ายังคงใช้นโยบายที่ผ่อนคลายและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลง DAX -1.2%, CAC ฝรั่งเศส -0.3% และ FTSE -1.1% จากการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มพลังงานที่ได้รับผลกระทบเชิงลบหลังราคาน้ำมันดิบ NYMEX ปรับตัวลงทำระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี

สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (10-16 ธ.ค. 2558)

สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น 1.3% หลังตัวเลขเศรษฐกิจของจีนที่รายงานไม่ว่าจะเป็นยอดค้าปลีก, ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด สะท้อนถึงเศรษฐกิจจีนที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น นอกจากนี้กลุ่มหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้น จากมุมมองเชิงบวกหลังการกลับมาอนุมัติกระบวนการ IPO อีกครั้ง รวมถึงกลุ่มอสังหาฯหลังคณะกรรมการในพรรคคอมมิวนิสต์เร่งการลดสต๊อกรวมถึงสนับสนุนการปฏิรูปที่อยู่อาศัย เพื่อสร้างเสถียรภาพตลาดอสังหาฯ

สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (10-17 ธ.ค. 2558)

แม้ว่า SET INDEX จะปรับตัวลงแรงก่อนในช่วงต้นสัปดาห์ทดสอบแนว 1,250 จุด เมื่อราคาน้ำมันดิบ NYMEX ทำระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปี รวมถึงแรงขายหุ้น BBL จากกรณี MSCI รวมถึงการปรับตัวลงหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการประมูลคลื่น 4G หลังเมื่อเวลาการประมูลยืดเยื้อมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มธนาคารนำตลาดฟื้นตัวยืนเหนือ 1,300 จุดได้ ปิดที่ระดับ 1,310.34 จุด เพิ่มขึ้น 12.82 จุด หรือ +0.99% ณ วันที่ 17 ธ.ค.

สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (18-24 ธ.ค. 2558)

MBKET ปรับน้ำหนักการลงทุนขึ้นเป็น “กลางถึงบวก” หลัง SET INDEX กลับมายืนเหนือ 1,280 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่หนาแน่นระดับ 4.5-5.0 หมื่นล้านบาท/วัน และที่สำคัญ การประชุมเฟดนัดสุดท้ายของปีนี้ ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ย Fed Fund Rate เป็น 0.25-0.50% จากเดิม 0.00-0.25% ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานลงมารอประเด็นนี้ไปมากแล้ว และหากพิจารณาการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอดีตของเฟด จะพบว่า ทุกครั้งของการปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ดัชนี S&P500 จะเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือน ผลของการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในครั้งนี้ เราประเมินว่าเป็น “กลางถึงบวก” ต่อตลาดหุ้นไทย ด้วยปัจจัยสนับสนุน

- แนวโน้มกระแสเงินทุนต่างชาติอาจไหลกลับเข้าตลาดหุ้นเอเชียเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทย ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลวันหยุดยาวของชาวตะวันตกในปลายสัปดาห์หน้า

- SET INDEX ปรับฐานลงมากว่า 13% YTD ทำให้ Valuation ของตลาดหุ้นไทยอยู่ในโซนที่น่าสนใจลงทุน หากมองที่การเติบโตของกำไรสุทธิในปีหน้าราว 12-15% บวกกับผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ย 3.5%

- แนวโน้มเห็นการทำ Window dressing ของกองทุนในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ หลัง SET INDEX ปรับฐานลงแรงในช่วงต้นเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา

กลยุทธ์การลงทุน เราคงคำแนะนำ “ขึ้นแรงขาย/ลงแรงซื้อ” หรือ Trading” กลับมาเน้นหุ้น Big Cap อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธนาคารที่ปีนี้ปรับตัวลงมาถึง 28% ขณะที่หุ้นที่เกี่ยวข้องกับการประมูลคลื่น 4G ย่านความถี่ 900MHz อาจต้องหลีกเลี่ยงออกไปก่อน จนกว่าจะได้ข้อสรุปของการประมูล ซึ่งยิ่งการประมูลยืดเยื้อออกไปมากเท่าไร ยิ่งส่งผลกระทบต่อมูลค่าเหมาะสมของหุ้นที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเท่านั้น

ปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า ได้แก่

1. ติดตามการประชุม BoJ วันที่ 18 ธ.ค. ตลาดคาด BoJ จะคงเป้าหมายการเพิ่มปริมาณเงิน Yen80 ล้านล้าน/ปี เช่นเดิม

2. ติดตามตัวเลขการส่งออก-นำเข้า เดือนพ.ย.ของไทย กระทรวงพาณิชย์จะรายงานวันที่ 24-29 ธ.ค.

3. ตลาดหุ้นหลักในเอเชียและสหรัฐทยอยปิดทำการในวันที่ 24-25 ธ.ค.

4. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ราคาบ้าน 70 เมืองหลักในจีน/ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ของอียู/GDP ใน 3Q58 ของอังกฤษ/GDP ใน 3Q58 ของสหรัฐ