รมว.คลัง เผย ที่ประชุม ครม.มีมติตั้งกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์สฟันด์ วงเงิน 1 แสนลบ. โดยโยกเงินจากวายุภักษ์ 1 หมื่นลบ. เพื่อเป็นเงินตั้งต้น
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.ในวันนี้ว่า ที่ประชุมครม.มีมติให้จัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่ออนาคตประเทศไทย หรือ ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดยจุดประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนฯดังกล่าวเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบขนส่งของประเทศ ที่คาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุน 1.6-1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการ และหากว่าสามารถเปิดให้ลงทุนได้ภายในไตรมาส 1/59 จะดำเนินการทันที
"ถ้าเราใช้งบประมาณของภาครัฐเพียงอย่างเดียว เชื่อว่าจะทำได้ไม่กี่โครงการ เราอยากให้โครงการโครงสร้างพื้นฐานเกิดขึ้น เพราะจะช่วยสร้างประสิทธิภาพให้กับประเทศค่อนข้างมาก จึงมีการออกแบบกองทุนเพื่อระดมทุนจากภาคเอกชน ซึ่งมีเงินระยะยาวไม่ว่าจะเป็นกลุ่มจากประกันภัย เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ปิดกั้นยังเปิดโอกาสให้กับประชาชนทั่วไปสามารถลงทุนได้ด้วย"นายอภิศักดิ์ กล่าว
นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับกองทุนดังกล่าวจะมีวงเงิน 100,000 ล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะเพียงพอที่จะใช้ในการลงทุน โดยเบื้องต้นกระทรวงการคลังจะลงเงินก่อน 10,000 ล้านบาท โดยจะใช้เงินที่กระทรวงการคลังลงทุนในกองทุนวายุภักษ์ โดยจะแปลงเข้ามาลงทุนในกองทุนดังกล่าว เพื่อเป็นเงินเริ่มต้นสำหรับกองทุน เพื่อให้กองทุนมีรายได้ เนื่องจากหากเป็นกองทุนใหม่กว่าจะมีรายได้จะต้องใช้เวลา 3-5 ปี
ทั้งนี้ การดำเนินการทุนดังกล่าวนั้น จะช่วยลดภาระการกู้เงินของรัฐบาล และประเทศยังสามารถมีช่องว่างในการกู้เงินได้เพิ่มขึ้น เพราะภาระหนี้จะลดลง อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ไป กระทรวงการคลังจะลงไปสำรวจอัตราผลตอบแทนของการลงทุนในตลาดว่าอยู่ที่เท่าไหร่ เพื่อกำหนดอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำของการลงทุนในกองทุนดังกล่าว เพื่อให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลมีการการันตีผลตอบแทนในการลงทุน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. ว่า ในการดำเนินการในกองทุนดังกล่าวจะมีคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งและการกำกับการดำเนินงานกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยในระยะแรกนั้น จะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ว่าการจัดทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานนั้น จะช่วยลดภาระการคลังได้ค่อนข้างมาก เพราะในปัจจุยันมีความต้องการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันยังถือเป็นการสนับสนุนและพัฒนาตลาดทุน เพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน ซึ่งเชื่อว่ากองทุนดังกล่าวจะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ตลท.ด้วย
ขณะที่ระยะที่สองนั้น จะมีการหารือและพูดคุยกับนักลงทุนว่า ต้องการอัตราผลตอบแทนที่เท่าไหร่ และโครงการที่มีการดำเนินการแล้ว เช่น โครงการมอเตอร์เวย์ ที่มีอัตราผลตอบแทนแล้ว อาจดึงเข้ามาร่วมในกองทุนดังกล่าว ซึ่งจะต้องมีการพูดคุยกับคมนาคมอีกครั้งหนึ่ง









