วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สศค. สั่งจับตาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

สศค.สั่งจับตาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หวั่นกระทบราคาสินค้าโภคภัณฑ์ คาดเศรษฐกิจปี 59 มีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นมาที่ 3.8%

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้จับตาราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเป็นพิเศษ เนื่องจากการแข่งขันทางด้านราคาของผู้ผลิตน้ำมันโอเปค และผู้ผลิตนอกกลุ่มส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบลดต่ำลง เพราะจากการประกาศยกเลิกเพดานการผลิตจะมีผลกดดันให้ราคาน้ำมันลดต่ำลงลดต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และอาจกระทบต่อเนื่องไปยังรายได้เกษตรกร รวมทั้ง ทำให้การจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร ปีงบประมาณ 59 ในส่วนของการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) นำเข้าน้ำมันปรับตัวลงลงไปด้วย

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบได้ลดลงกว่า 60% นับตั้งแต่จุดสูงที่สุด เดือน มิ.ย. 57 โดย สศค. คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยปี 58 จะอยู่ที่ระดับ 53.0 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยปี 59 มาอยู่ที่ระดับ 57.8 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ที่ยังคงต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยง รวมทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง ความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้ง ที่จะทำให้รายได้เกษตรกรปรับลดลงตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ สศค.เตรียมแผนที่จะรับมือปัญหาภัยแล้งปี 59 ทั้งดำเนินการผ่านนโยบายของรัฐบาล ด้วยการเข้าไปดูแลเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่ลดลง โดยเฉพาะชาวนา เนื่องจากไม่สามารถเพาะปลูกข้าวได้เต็มที่จากปัญหาน้ำไม่เพียงพอ รวมทั้ง ราคาสินค้าเกษตรที่ไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้ และการดำเนินการผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (แบงก์รัฐ) ทั้งธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่จะมีทั้งให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้เกษตรกรหันไปปลูกพืชชนิดอื่น และการชะลอหนี้ เป็นต้น

“ปัญหาภัยแล้งจากปริมาณน้ำฝนที่น้อยกว่าปกติต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า อาจทำให้ปริมาณน้ำไม่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูกของเกษตรกรและกระทบต่อรายได้ ของเกษตรกร ส่งผลให้ครัวเรือนในภาคเกษตรกรรมเพิ่มความระมัดระวังการใช้จ่ายและกระทบต่อ การบริโภคภาคเอกชนได้”

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง คาดว่าเศรษฐกิจไทย ปี 59 จะมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราเร่งขึ้นมาอยู่ที่ 3.8% โดยได้รับแรงส่งของการใช้จ่ายลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) และโครงการรถไฟรางคู่ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและกระตุ้นให้เกิดการลงทุนที่ เกี่ยวข้องกับโครงการรัฐได้