วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ทดสอบแนวรับ 1350 จุด

เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA :  ทดสอบแนวรับ 1350 จุด

ตลาดไทยวันนี้มีแนวโน้มขยับลงต่อในกรอบจำกัด โดยหุ้นกลุ่มใหญ่ เช่น กลุ่มแบงก์ พลังงาน สื่อสาร ยังไม่มีปัจจัยใหม่ๆมาสนับสนุน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกดดันกลุ่มท่องเที่ยวอีกรอบ หลังหน่วยงาน FAA ปรับลดระดับมาตรฐานด้านการบินของไทยจากระดับ 1 เป็น 2 และห้ามส่งแอร์ไลน์ไทยบินเข้าสหรัฐโดยตรง แน่นอนว่าเหตุการณ์นี้จะกระทบราคาหุ้นไม่มากก็น้อย ส่วนปัจจัยต่างประเทศล่าสุดตัวเลขภาคอุตสาหกรรมการผลิตของสหรัฐออกมาอ่อนแอกว่าหลายฝ่ายคาด อาจส่งผลกระทบต่อการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐในการประชุม FOMC วันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ วันนี้ปริมาณการซื้อขายน่าจะยังคงเบาบาง นักลงทุนรอการประชุม ECB แนะนำซื้อสะสมเป็นรายตัวหากดัชนีเข้าใกล้ 1350 จุด โดยเราเชื่อว่าหลังเฟดขึ้นดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปในเดือนนี้ ตลาดจะขยับขึ้นได้และเม็ดเงิน LTF RMF ก็จะเข้ามาหนุนช่วงปลายปีอีกด้วย

แนวรับ/แนวต้าน : 1350/1380 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

กลยุทธ์ : เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ บวกกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่า

นักลงทุนระยะสั้น : ASEFA (6.5), BDMS (25.50)

ASEFA (6.5) ได้ประโยชน์จากการเติบโตของกำไรและรายได้อย่างแข็งแกร่งในไตรมาส3 และไตรมาส4 ปีนี้ และได้ประโยชน์โดยตรงจากการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศและนโยบายการลงทุนของรัฐบาล ส่วนกำไรปีหน้ามีแนวโน้มโต ไม่ต่ำกว่า 20% yoy โดยจะขยายสาขาอย่างต่อเนื่องและมีแรงหนุนจากงานรถไฟฟ้าสายสีม่วงประมาณ 200 ล้านบาท และงาน government data center ในระยะยาวอีกด้วย

BDMS (25.50) เป็นตีมค่าเงินบาทอ่อนค่าที่ช่วยให้ผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาตัวมากขึ้น โดยขณะนี้ BDMS มีราคาถูกที่สุดและ upside ที่สูงที่สุดในกลุ่มโรงพยาบาล ด้วย Target price ที่เราให้ไว้อยู่ที่ 25.50 ซึ่งให้ upside สูงถึง 20% ปัจจัยบวก มีอยู่หลายประการนะครับ เช่น 1.)BDMS จะสร้างตึกเพิ่มอีก 6 ตึก แต่ละตึกมี 60 เตียง ลงทุน 6 พันล้านบาท และ 2 พันล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ โดยจะสร้างไว้รองรับผู้ป่วยต่างชาติจากการเปิด AEC โดยเราคาดว่าจะช่วยเพิ่ม capacity ได้ถึง 74% ภายในปี 2018 2.)BDMS มีแผนเปิดโรงพยาบาลเพิ่ม คือสมิทติเวช ชลบุรีในปีนี้ และเปาโลรังสิต และจอมเทียน Hospital ในปีหน้า และตั้งใจจะซื้อโรงพยาบาลเพิ่มอีก 6 โรงพยาบาลให้มีครบทั้งหมด 50 แห่ง 3.)อัตราส่วนของผู้ป่วยต่างชาติมีมากขึ้นเรื่อยๆ (30% เทียบกับ 25% เมื่อ 5 ปีก่อน) 4.)มีแผนขยายธุรกิจขายยาและเวชภัณฑ์ที่มี Margin สูงกว่าธุรกิจโรงพยาบาลทั่วไป สรุปคือ BDMS มี upside สูงถึง 20% และมีแผนขยายธุรกิจอย่างชัดเจน จัดเป็นหุ้น defensive ที่ต้านตลาดและเศรษฐกิจขาลงได้ดี

นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (32)

SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้มีเพียงตัวเดียวที่ราคายังถูกอยู่และเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC 


CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL น่าจะอนุมัติเร็วๆนี้ (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ ครม.ไฟเขียวแผนปฏิบัติการ เมกะโปรเจค 1.79 ล้านล้านบาท ขีดเส้นประกวดราคาในปีนี้ 6 โครงการ ส่วนที่เหลืออีก 14 โครงการในปีหน้าดันรถไฟไทย-ญี่ปุ่นเชื่อม "อีสต์-เวสต์คอริดอร์ส" วางโมเดลเปิดกว้างเอกชนไทยเข้าร่วมมือหุ้น ขณะรถไฟไทย-จีน ส่อยืดเยื้อ หลัง "สมคิด" สั่งเบรกไม่เซ็นกรอบความร่วมมือ เหตุปรับเงื่อนไขซื้อยางพารา

+ "ไอเอ็มเอฟ" ไฟเขียวดึงเงินหยวน คำนวณตระกร้า "เอสดีอาร์" ให้สัดส่วน 10.92% ชี้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่รอบ 35 ปี ด้าน "แบงก์ชาติ" คาดความนิยมเงินหยวนเพิ่มต่อเนื่อง เชื่อไทยได้ประโยชน์ด้านการค้าลงทุน ส่วนผลกระทบตลาดเงินน้อย เหตุนักลงทุนรับข่าวแล้ว ขณะนักวิเคราะห์ประเมินอนาคตจีนยังต้องผ่อนคลายกฎเกณฑ์การลงทุนเพื่อผลักดันความนิยมเงินหยวนเพิ่ม

- "เอฟเอเอ" ของสหรัฐ ประกาศลดมาตรฐานการบินของไทย เหตุแก้ข้อบกพร่องไม่ผ่านมาตรฐานส่งผลบินเข้าสหรัฐถูกตรวจเข้ม-กระทบเชื่อมั่น ขณะแอร์ไลน์เรียกร้องนายกฯ ลงมาแก้เอง หวั่นกระทบท่องเที่ยว-ธุรกิจการบิน หวั่นเอียซ่าประกาศ 10 ธ.ค.นี้ กระทบหนักเที่ยวบินยุโรป

- นายสมเกียรติ ตรีรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์กการค้า(สนค.) เปิดเผยถึง ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน พ.ย.58 ว่า เท่ากับ 106.15 ลดลง 0.32% เมื่อเทียบกับเดือน ต.ค.58 และลดลง 0.97% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.57 ซึ่งเป็นการขยายตัวติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 และเฉลี่ย 11 เดือน(ม.ค.-พ.ย.) ปี 58 ลดลง 0.90% เมื่อเทียบกับช่วงปีก่อน สาเหตุที่เงินเฟ้อเดือน พ.ย. ลดลง 0.97% มาจากการลดลงของดัชนีราคาหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่ม 1.99% และการสูงขึ้นของดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สูงขึ้น 0.88%

ปัจจัยต่างประเทศ

+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,888.35 จุด พุ่งขึ้น 168.43 จุด หรือ +0.95%

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (1 ธ.ค.) เพราะได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยูโรโซน ในการประชุมซึ่งจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยบวกจากรายงานที่ระบุว่า ตัวเลขการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างในพุ่งขึ้นมากกว่าคาดในเดือนต.ค.

+ ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวขึ้น 39.56 จุด หรือ 0.62% ที่ 6,395.65 จุด

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (1 ธ.ค.) นำโดยหุ้นกลุ่มธนาคาร หลังจากธนาคารของอังกฤษเปิดเผยผลการทดสอบภาวะวิกฤต (stress-test) ที่ออกมาเป็นบวก

+ ดัชนีนิกเกอิปิดพุ่งขึ้น 264.93 จุด หรือ 1.34% แตะที่ 20,012.40 จุด

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดพุ่งขึ้นเหนือระดับ 20,000 จุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. เพราะได้แรงหนุนจากรายงานที่ว่า การใช้จ่ายด้านทุนของบริษัทเอกชนญี่ปุ่นปรับตัวเพิ่มขึ้นแข็งแกร่งเกินคาดในช่วงไตรมาสเดือน ก.ค.-ก.ย.

- สัญญาน้ำมันดิบส่งมอบเดือน ม.ค.เพิ่มขึ้น 20 เซนต์ หรือ 0.5% ปิดที่ 41.85 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเมื่อคืนนี้ (1 ธ.ค.) ขณะที่นักลงทุนจับตาดูการประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ในวันศุกร์นี้ ท่ามกลางการคาดการณ์ที่ว่า โอเปกจะตรึงเพดานการผลิตไว้ที่ระดับเดิม