‘พลอยนภัส ภัทรนภัทรศรี’หญิงผู้ไร้ต้นทุนสร้างธุรกิจจากตัวตน

เด็กบ้านนอกสู้ชีวิตไม่ปิดบังตัวตน จากแม่ค้าขายทุกอย่าง หลักสิบล้านเป็นพันล้าน ผู้รับสัมปทานนำเข้าไม้ ฮิโนกิ จากกเกาหลี พัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ
สัญลักษณ์ประจำตัว เมื่อไปพบกับใครคือหิ้วหม่ำกับกุนเชียง ของดีเมืองอีสานไปฝากผู้ใหญ่ภาครัฐ หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจในเกาหลี
สิ่งนี้ก็ยังติดตัวไปทุกเมื่อพร้อมกับความเป็นคนตรงไปตรงมา จนทำให้ผู้หญิงที่ชื่อ พลอยนภัส ภัทรนภัทรศรี ปัจจุบันเป็นผู้บริหารบริษัท พี แอนด์ เอ็ม อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด สร้างความเชื่อใจกับผู้ที่เธอดีลงานด้วย
“ผู้ใหญ่ที่ไปดีลงานด้วยจะเห็นตลอดถึงความเป็นธรรมชาติของเราที่เป็นเด็กบ้านนอก จากขอนแก่น มากระทรวงติดต่องานก็มีหม่ำมาตลอด เห็นเราก็เด็กบ้านนอกมาแล้ว เพราะเราไม่เคยลืมว่ามาจากไหน ผู้ใหญ่จึงให้ความกรุณา”
แดง หรือ พลอยนภัส นักธุรกิจสู้ชีวิต เล่าอดีตการสร้างธุรกิจจากคนไร้ต้นทุน แต่มีความเป็นตัวตนการันตี ทำให้จากอดีตลูกแม่ค้าขายขนม และคนขับรถ เติบโตมากับความขยัน อดทนกับสภาพแวดล้อม ทำงานหนักพร้อมกับเรียนหนังสือ ผลักดันให้เธอก้าวข้ามความลำบาก จนมีวันนี้
เธอเล่าว่า ที่ผ่านมา ยึดอาชีพ “สายแม่ค้า” มาตลอด เรียกว่า “ขายทุกอย่างที่ขวางหน้า” ตั้งแต่เด็กๆ จากขายขนมของแม่ แมงกุดจี่ จับเขียด กบ สารพัดแสวงหามาค้าขาย กลายเป็นช่องทางการหารายได้ระหว่างเรียน จนส่งตัวเองเรียนจนจบถึงชั้นประกาศนียบัติวิชาชีพชั้นสูงการตลาด (ปวส.)
สิ่งที่น่าสนใจคือ คุณวุฒิบวกประสบการณ์การตลาดที่ช่ำชอง ทำให้เธอเข้าใจความต้องการของลูกค้า
จากแม่ค้าขยับไปสู่การเปิดธุรกิจแห่งแรก ด้านการพิมพ์ และค้าขายอุปกรณ์การเรียน อยู่ที่ จังหวัดขอนแก่น แต่กระจายสินค้าและบริการไปทั่วประเทศให้โรงเรียนกว่า 400 แห่ง จนกระทั่งเป็นธุรกิจที่ถือว่า “อยู่ตัว”
“ธุรกิจเดิมที่ยังทำอยู่ขายหนังสือ อุปกรณ์การเรียน ทำสื่อบนคอมพิวเตอร์ เปลี่ยนแปลงระบบกระดาษสู่ดิจิทัล เป็นธุรกิจอยู่ได้ เริ่มเอง ทำเองคนเดียวตั้งแต่ต้น"
ด้วยฝันอยากมี “แบรนด์สินค้าของตัวเอง” และเป็นคนรักการเดินทางท่องเที่ยว จึงใช้ความเป็นแม่ค้าข้ามไปพัฒนาสินค้าจากต่างแดนรับแนวโน้มธุรกิจเพื่อสุขภาพ
ธุรกิจล่าสุด ในปี2556 เธอก่อตั้งบริษัท พี แอนด์ เอ็ม อินเตอร์เทรดดิ้ง จำกัด เป็นบริษัทไทยรายเดียว ที่นำเข้าไม้หอม “ฮิโนกิ”(Hinoki) จากประเทศเกาหลี คุณสมบัติพิเศษมีสารไฟโตไซด์ ต้านไรฝุ่น ขจัดเชื้อแบคทีเรีย เป็นไม้ที่คนญี่ปุ่นถือว่า เป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์มีความแข็งแกร่งคงทนสูงจึงถูกนำมาสร้างวัดอายุกว่าพันปีในหลายๆ แห่ง หรือเป็นอ่างอาบน้ำคนยุคก่อน ที่สำคัญห้ามส่งออก
แต่ในเกาหลี พัฒนาเป็นไม้ปลูกเชิงพาณิชย์ที่มีการดูแลในสภาพอากาศทที่เหมาะสม เมื่ออายุครบ 8 ปี จึงตัดขาย และตัดได้เพียงปีละ 2 ครั้ง
พลอยนภัส ใช้เวลาเจรจาธุรกิจกว่า 9 ปี จนกระทั่งเกาหลีใบอนุญาตสัมปทานหรือ ไลเซ่น (License) รับสัมปทานรายเดียว ที่นำไปพัฒนาสินค้าเป็นหมอน เพราะคุณสมบัติกลิ่นหอม มวลแน่น น้ำหนักเบา ช่วยนวดต้นคอและทำให้หลับลึก ป้องกันไรฝุ่น ในชื่อแบรนด์ Purinoki
มาจากคำว่า บริสุทธ์ (pure) ผสมกับ โนกิ ที่เป็นชื่อไม้ Hinoki
“ใช้เวลาเทียวไล้เทียวขื่อกว่า 9 ปี ต้องเตรียมความพร้อมในการเป็นผู้นำเข้า ลงทุนด้านการเก็บรักษา และให้คำมั่นในการพัฒนาสินค้า ชื่อเสียง ควบคุมคุณภาพ จึงทำให้ชนะใจคู่แข่ง ในประเทศข้างเคียงแม้เราโนเนม ประมูลแข่งกับเจ้าใหญ่ แต่คู่แข่งเราค่อนข้างเป็นรายใหญ่แบบมีความเป็นธุรกิจมากกว่า เขาจึงให้สัมปทานเราเจ้าเดียวแบบเอ็กซคลูซีฟ”
กลายเป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์หมอน ภายใต้การคิดค้นดีไซน์ และการแปรรูป โดยบริษัทพี แอนด์ เอ็มฯ บรรจุภัณฑ์หมอนในกล่องไม้ คุณสมบัติช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ตอบโจทย์คนรักสุขภาพ และมีแพ็คเกจแบบเอ็กซคลูซีฟ ที่เหมาะกับการซื้อเป็นของขวัญ
“แค่เพียงแนะนำ กลุ่มนักธุรกิจทำโรงพิมพ์ด้วยกัน สั่งซื้อทันที 200ใบ ไปจำหน่ายต่อ”เธอจึงเชื่อว่า หากคนเห็นคุณประโยชน์ของหมอน ก็ไม่ยากที่จะเจาะตลาดผ่านตัวแทนจำหน่าย
พลอยนภัส ตั้งเป้ายอดขายด้วยความมั่นใจไว้สูงถึง 7 ล้านใบใน 3 ปีแรก เพราะเป็นเจ้าเดียวที่ผลิตสินค้าหมอนชนิดพิเศษในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
นั่นหมายถึงยอดขายปีละ 2 ล้านใบ เธอบอกว่า ตีเล่นๆ จำหน่ายใบละ 4,000 บาท มูลค่ารวม3 ปีไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท ตัวเลขที่สูงเช่นนี้ ทำให้เธอกล้าลงทุนสร้างห้องเก็บ และแปรรูปไม้ในประเทศไทย โดยสถาบันการเงินยอมปล่อยสินเชื่อ
แผนการตลาดไตรมาสแรก เปิดตัวสินค้าปลายปี 2558 สิ่งที่ แบรนด์ Purinoki วางกลยุทธ์การตลาดคือ เน้นการสร้างความเข้าใจคุณประโยชน์ของไม้พิเศษ ผ่านกลุ่มคนรักสุขภาพ บอกปากต่อปากใช้พลังของช่องทางดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง สื่อสังคมออนไลน์ให้เกิดประโยชน์
ขณะเดียวกัน ก็หาตัวแทนจำหน่ายเข้ามาฟังและเข้าใจคุณสมบัติพิเศษของไม้ที่พร้อมจะกระจายสินค้าต่อ ซึ่งเธอมองว่า จะได้ผลดีกว่าทุ่มทุนโฆษณา เพราะปัจจุบันคนไทยเชื่อคนรอบข้างมากกว่าการโฆษณา
ส่วนช่องทางอ้อม ที่ช่วยส่งเสริมการเข้าใจคุณสมบัติพิเศษของหมอนไม้ ฮิโนกิ คือดารา นักแสดงผู้มีชื่อเสียงมาซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์และลงในโซเชียลมิเดียให้ฟรี ทำให้แบรนด์เกิดจากปากต่อปากจริง เช่น อ้อม พิยะดา หรือ โน๊ต เชิญยิ้ม
พลอยนภัส หวังยอดขายภายในประเทศประมาณ 50% อีก 50 % ตลาดต่างประเทศ โดยใช้ประสบการณ์ของการเป็นที่ปรึกษาตลาดให้กับหลายสินค้า ทำให้ง่ายต่อการนำหมอนไปเจาะตลาดสายสัมพันธ์ในต่างประเทศกว่า 20 ประเทศในเอเชีย ที่เริ่มดีลเจรจาหาตัวแทนจำหน่ายแล้วในประเทศเพื่อนบ้าน
เธอแอบแย้มว่า อยู่ระหว่างตกลงจำนวนยอดสั่งซื้อและราคา
เสียงตอบรับที่ผ่านตัวแทนจำหน่ายค่อยๆมากขึ้น ทำให้เธอมั่นใจถึงโอกาสทางการตลาดที่เติบโตไปพร้อมกับเทรนด์คนรักษ์สุขภาพ ตราบใดที่โรงพยาบาลเอกชน และศูนย์สุขภาพเติบโตทุกปี ไม่มีลดลง สวนทางเศรษฐกิจ
หมอนของเธอก็เป็นสินค้าที่ขยายไปพร้อมกันได้เช่นกัน
พลอยนภัส ยังมองถึงแผนการในอนาคต จะไม่ได้ทำแบรนด์เฉพาะหมอนเท่านั้น แต่จะต่อยอดไปถึงสินค้าสุขภาพ โดยนำไม้ฮิโนกิ ที่คนเกาหลีนิยมไปทำเครื่องสำอาง โดยพัฒนาไปสู่ 3 สินค้าใหม่ สบู่ล้างล้าง อาบน้ำ สเปรย์ฉีดป้องกันภูมิแพ้ ไรฝุ่น เมื่อแบรนด์รับรู้ในด้านของผลิตภัณฑ์สุขภาพแล้ว
แม้จะเริ่มจากวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ท้ายที่สุดหากแบรนด์สุขภาพที่ปักธงไว้สามารถแพร่กระจายขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้านสุขภาพ ที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศ เชื่อมโยงสินค้าพื้นบ้านกับแบรนด์ คิดเล่นๆ หากเป็น เกลืออุดรฯ ผสมกับมะขาม เพชรบูรณ์ ก็น่าจะลงตัวดี
“ต้องปั้นแบรนด์เพื่อสุขภาพให้คนไทยไว้วางใจเชื่อใจ แล้วพัฒนาสินค้าภายในนำไปส่งออกต่อ เพราะคนไทยมักเชื่อของนอกก่อน เราจึงต้องเอาของนอกมาสร้างแบรนด์ถ้าของดีจริงแล้ว ต่อไปอาจจะไปพัฒนาสินค้าพื้นบ้านของไทย เช่น ขมิ้น หรือ สินค้าจากโอทอป ภายใต้แบรนด์ของเรา"







