เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง
UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : แกว่งแคบกรอบ 1385-1405
ตลาดไทยโดยรวมวันนี้มีแนวโน้มแกว่งแคบในกรอบจำกัด โดยขาดปัจจัยใหม่ๆเข้ามาสนับสนุนและยังไม่น่ามีแรงซื้อช่วยดันหุ้นขนาดใหญ่ในช่วงนี้ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่รอการเคลื่อนไหวของ ECB และความชัดเจนเรื่องเฟด ส่วนงบไตรมาส 3 ที่ออกมาส่วนใหญ่ในตลาดไทยก็ไม่มี big surprise เท่าไร จึงส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายยังคงเบาบางและความผันผวนยังมีอยู่ แนะนำติดตามตัวเลข PMI ของสหรัฐและอีกหลายประเทศในสัปดาห์นี้ และช่วงนี้นักลงทุนควรเล่นสั้น ลงซื้อ ขึ้นขาย เน้นหุ้นพื้นฐานดีและ story ดีในหุ้นขนาดเล็กถึงกลางเป็นหลัก
แนวรับ/แนวต้าน : 1380/1410 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%
กลยุทธ์ : เน้นเล่นสั้น เล็งหุ้นเป็นรายตัว ลงแรงซื้อ เด้งขึ้นขาย เน้นพื้นฐานดี ปันผลสูง และได้ประโยชน์จากโครงการรัฐ บวกกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่า
นักลงทุนระยะสั้น : SVI (5.50), SAMTEL (22)
SVI (5.50) งบ Q3 ออกมาดีแล้ว ต่อไปงบ Q4 จะเข้าสู่ช่วงพีค ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ส่งออกง่ายขึ้นและไม่ส่งออกไปจีน ทำให้ผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวมีค่อนข้างน้อยต่อ SVI ส่วนปีนี้จะเดินเครื่องผลิตได้เต็มที่เหมือนก่อนช่วงไฟไหม้ ประกอบกับ demand จากยุโรปยังแข็งแกร่งอยู่และปีหน้าจะได้ลูกค้าใหม่จากอเมริกา 4 ราย ส่งผลให้กำไรมีโอกาสจะโตถึง 40% ในปีหน้า
SAMTEL (22) ราคาปัจจุบันถูกมาก ติดลบ 1 standard deviation PE เทรด 13x แต่ค่าเฉลี่ยอดีตสูงถึง 15x ส่วนงบไตรมาส 4 มีลุ้นขยับขึ้นสูง โดยได้รับรู้รายได้จากงานโครงการที่เซ็นสัญญาในช่วงครึ่งหลังปี 58 บวกกับมีลุ้นได้เซ็นสัญญางานโครงสร้างระบบวิทยุสื่อสารดิจิตอลกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในไตรมาส 4 นอกจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันแล้วว่า SAMTEL ไม่เกี่ยวข้องกับคดีการติดตั้งเสาผิดกฎหมาย ซื้อ SAMTEL ได้อย่างสบายใจ
นักลงทุนระยะยาว : SYNTEC (3.80), CK (32)
SYNTEC (3.80) สำหรับหุ้นรับเหมาขนาดเล็กตอนนี้มีเพียงตัวเดียวที่ราคายังถูกอยู่และเป็นหุ้นพื้นฐานดี ปันผลมั่นคงคือ SYNTEC มี margin สูงและมีการรับรู้รายได้ต่อเนื่อง ทำให้งบไตรมาส 4 จะดีต่อเนื่องจากงบไตรมาส 2และ3 ที่ดีอยู่แล้วโดยทั้งปี 58 การรับงานทั้งปีจะสูงใกล้เคียง 1 หมื่นล้านบาทถือว่าเติบโตชัดเจนจากปีก่อน นอกจากนี้ยังมีแผนประมูลงานเพิ่มอีกในช่วงระยะสั้นนี้ได้แก่งาน CPN, NOBLE, SUPALAI บวกกับแผนการขยายส่วนต่อรถไฟฟ้าของรัฐบาลระยะยาวก็ช่วยให้มีการสร้างคอนโดเพิ่มและประมูลงานก่อสร้างเพิ่ม ทำให้มีรายได้มาเพิ่มระยะสั้นถึงยาวให้ SYNTEC
CK (32) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปีหน้า (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL น่าจะอนุมัติเร็วๆนี้ (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการลูก บริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปีหน้า (4)Q3 & Q4 sale & earnings ไม่ค่อยดี โครงการ mega projects ประมูลชนะปีนี้เริ่มทำปีหน้า ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK (5)ราคาปัจจุบันให้ upside สูงกว่าคู่แข่งทั้ง ITD และ STEC
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+ "ประยุทธ์" กล่อมนักลงทุนไทย-เทศ 2,000 คน เร่งลงทุนรับมาตรการส่งเสริม เน้นคลัสเตอร์อุตสาหกรรมเป้าหมาย เตรียมหาวิธีเป็นมาตรการระยะยาว ไม่เปลี่ยนตามการเมือง ด้านคลังเสนอตั้งกองทุนหนุนพัฒนากลุ่มคลัสเตอร์อุตสาหกรรม กันเงินสสส.-กองทุนพัฒนากีฬาสมทบ
+ กรมทางหลวงดันมอเตอร์เวย์ 2 เส้นทาง "นครปฐม-ชะอำ" และ "สงขลา-ด่านสะเดา" งบลงทุน 1.1 แสนล้านบาท ดึงเอกชนร่วม "พีพีพี ฟาสต์แทรค" ตามนโยบายรัฐ พร้อมปักหมุด โรดแมพ 20 ปี งบลงทุน 2.11 ล้านล้านบาท ผุดมอเตอร์เวย์เพิ่ม 21 เส้นทาง ขณะภาคเอกชนติงไม่เปิดกว้างรับฟังความเห็น
+ นายชาย ศรีวิกรม์ นายกสมาคมผู้ประกอบวิสาหกิจในย่านราชประสงค์ หรืออาร์เอสทีเอ เปิดเผยว่า ในฐานะที่ย่านราชประสงค์เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับมหภาคของกรุงเทพฯ หรือแบงค็อกดาวน์ทาวน์ ทางสมาคมจึงได้จับมือกับสมาชิก 6 ศูนย์การค้า 8 โรงแรม ร้านค้าและบริการภายในย่านมากกว่า 3,000 ราย เพื่อร่วมกันจัดแคมเปญ ราชประสงค์ วินเทอร์ เฟส 2015 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปีใหม่
- นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า การเก็บรายได้ในเดือน ต.ค. 2558 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2559 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.65 แสนล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 1,212 ล้านบาท หรือ 0.7% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 8,397 ล้านบาท หรือ 4.8% ยอดเก็บรายได้รัฐบาลเดือนแรกทรุดต่ำกว่าเป้า ภาษีมูลค่าเพิ่มยังติดลบตามการบริโภคที่ยังไม่ฟื้น
ปัจจัยต่างประเทศ
- ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,792.68 จุด ลดลง 31.13 จุด หรือ -0.17%
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (23 พ.ย.) เพราะได้รับแรงกดดันจากการร่วงลงของหุ้นไฟเซอร์ อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทเวชภัณฑ์รายใหญ่ของสหรัฐ หลังจากมีรายงานว่า ไฟเซอร์ทุ่มเงินมูลค่า 1.60 แสนล้านดอลลาร์เพื่อควบรวมกิจการกับบริษัท อัลเลอร์แกน พีแอลซี ของไอร์แลนด์ นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของสหรัฐยังส่งผลให้บรรยากาศการซื้อขายซบเซาลงด้วย
- ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวลดลง 29.14 จุด หรือ 0.46% ที่ 6,305.49 จุด
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลดลงเมื่อคืนนี้ (23 พ.ย.) เนื่องจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มโลหะและพลังงาน
+ สัญญาน้ำมันดิบ ส่งมอบเดือนม.ค.ลดลง 15 เซนต์ หรือ 0.4% ปิดที่ 41.75 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (23 พ.ย.) เนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐได้กระตุ้นให้นักลงทุนเทขายสัญญาน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงกดดันจากข้อมูลภาคการผลิตที่อ่อนแอของสหรัฐ









